
พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์
กูรูด้านแฟรนไชส์ชี้แนวโน้มธุรกิจเข้าสู่ “ยุคแห่งความขัดแย้งแบบไม่รู้จบ” มองภาพการปรับตัวสู้ศึกเกิดกลยุทธ์ใหม่ “Inter Localisation Strategy” ด้านสมาคมแฟรนไชส์ไทยเดินหน้าจัดสัมมนา “ไขความสำเร็จ สุดยอดธุรกิจแฟรนไชส์ 2555” กลางเดือนมกราคม เพื่อกระตุ้นธุรกิจแฟรนไชส์หลังสะดุดเหตุการณ์น้ำท่วมปลายปีที่แล้ว
พีระพงษ์ กิติเวชโภคาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แฟรนคอร์ป (ประเทศไทย) จำกัด และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมธุรกิจแฟรนไชส์และเอสเอ็มอีไทย (FSA) กล่าวถึงธุรกิจแฟรนไชส์ไทยว่าเหตุการณ์น้ำท่วมหนักที่ผ่านมาส่งผลกระทบต่อธุรกิจแฟรนไชส์ประมาณ 30% ซึ่งนับว่ารุนแรงพอสมควร แต่หลังจากน้ำลดพบว่ามีการบริโภคมากขึ้น และคาดว่าประมาณเดือนกุมภาพันธ์ของปีนี้ธุรกิจแฟรนไชส์น่าจะกลับมามีการลงทุนอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตาม สังเกตุเห็นว่ามีความเคลื่อนไหวของไลเซนส์คาแรกเตอร์การ์ตูนต่างๆ จากทั่วโลกทั้งเก่าและใหม่ เช่น สนูปปี้ เป็นต้น เพื่อเตรียมรับกับการเปิดประเทศสู่ประชาคมอาเซียน
นอกจากนี้ จะเกิดกลยุทธ์ใหม่ในธุรกิจแฟรนไชส์ที่เรียกว่า “Inter Localisation Strategy” ด้วยการผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถิ่นเพราะการเป็นแบรนด์ท้องถิ่นยากต่อการขยายไปในต่างประเทศหรือในระดับนานาชาติ จึงจำเป็นต้องใช้คาแรกเตอร์การ์ตูนซึ่งเป็นที่รู้จักอยู่แล้วมาเป็นจุดขาย นับเป็นการปรับตัวรุกตลาดท่ามกลางยุคของความขัดแย้งแบบไม่รู้จบหรือ Conflict Era ที่กำลังเป็นอยู่ในวันนี้
ยุคของความขัดแย้งที่ไม่รู้จบคือการมองทุกอย่างที่เกิดขึ้นรอบข้างว่าเป็นเรื่องของความขัดแย้ง โดยเห็นเป็นเรื่องปกติ และมองว่าจะเป็นช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เช่น เมื่อก่อนหากเกิดเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตามธุรกิจสะดุดนาน แต่ในปัจจุบันเริ่มเห็นการกลับมาทำธุรกิจเพราะการปรับตัวที่รวดเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ในปี 2554 ที่ผ่านมาการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีอยู่ประมาณ 570 ราย แบ่งเป็นของคนไทยประมาณ 427 ราย และที่เหลือเป็นของต่างชาติ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 50 รายหรือประมาณ 8% ขณะที่มีมูลค่าตลาดรวม 168,000 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 5% เท่านั้น
โดยธุรกิจเสื้อผ้าและแฟชั่นมีทิศทางที่น่าสนใจ เพราะเริ่มมีการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ในด้านนี้มากขึ้น เช่น SARA , Uniclo , H&M เป็นตัวกระตุ้นตลาด จากช่วง 10 ปีที่ผ่านมาไม่มีใครสนใจพัฒนา แต่เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปหันมาให้ความสำคัญพอๆ กันระหว่างแบรนด์กับตัวสินค้า และเพราะเกี่ยวข้องกับเรื่องไลฟ์สไตล์ จึงมองว่ากลุ่มธุรกิจแฟชั่นมีโอกาสเติบโต
สำหรับแนวโน้มในปี 2555 ธุรกิจมินิมาร์ทจะมีการปรับตัวใหม่ทั้งในและนอกปั๊ม มีเชนสโตร์เข้ามาทำตลาดมากขึ้น จากเดิมซึ่งไม่มีใครกล้าสู้กับเซเว่นอีเลฟเว่น เพราะเซเว่นฯ มีนโยบายการคัดสินค้าเข้มงวดมาก ดังนั้น ผู้ประกอบการที่สร้างสรรค์ช่องทางใหม่ให้สินค้าเข้าไปได้ง่ายขึ้นจึงมีโอกาสแทรกตัวเข้ามา

อนิษฐา ธนมิตต์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหาร เซเว่น อีเลฟเว่น
แถลงข่าวร่วมกับ สมจิตร ลิขิตสถาพร นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย
ถึงการจัดงานสัมมนา “Key Success The Best Franchise 2012”
นอกจากนี้ จะเห็นการเติบโตของธุรกิจร้านขายยา จะมีแบรนด์ท้องถิ่นมากขึ้น เช่น ร้านฟาสซิโน ร้านขายยากรุงเทพ ซึ่งหยุดขยายไประยะหนึ่ง จะกลับมาขยายใหม่ และมีร้านที่เป็นค้าส่งจะมาเจาะช่องทางค้าปลีกในตลาดพรีเมี่ยม โดยเน้นเจาะช่องทางใหม่ เช่น ปั๊มน้ำมัน และสแตนอะโลน จากเดิมที่เห็นร้าน Booth กับ Watson
สิ่งที่จะเห็นอีกเรื่องหนึ่งคือ ความสอดคล้องกันระหว่างแฟรนไชซีกับแฟรนไชซอร์ที่พัฒนาขึ้นจากเดิมทำให้ธุรกิจที่ทำมีเส้นทางเติบโตมากขึ้น โดยแฟรนไชซอร์หันมาคำนึงถึงการเพิ่มมูลค่าหรือยกระดับ เช่น Daddy Dough ร้านโดนัทของคนไทยแต่อยู่ในระดับพรีเมี่ยม , Amazon ร้านกาแฟของปตท.ที่มีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งสอดรับกับความต้องการของแฟรนไชซี และเป็นสัญญาณว่าธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศไทยเติบโตสู่ระยะที่ 2 ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจแฟรนไชส์ขนาดกลางมีมากขึ้น ขณะที่ ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ขนาดเล็กจะถอยกลับไปเป็นผู้ผลิตเพราะไม่สามารถสร้างเครือข่ายได้ หากต้องการยกระดับต้องเดินหน้าสร้างร้านค้าปลีก หรือ retail outlet เช่น เบเกอรี่เอ็นแอนด์บี จะต้องทำร้านให้ใหญ่ขึ้น แทนที่จะหันไปทำโรงงานแป้ง เป็นต้น
สำหรับที่มาของการจัดสัมมนา “Key Success The Best Franchise 2012” หรือ “ไขความสำเร็จ สุดยอดธุรกิจแฟรนไชส์ 2555” โดยร่วมกับซีพี ออลล์ เจ้าของแฟรนไชส์เซเว่นอีเลฟเว่น ในวันที่ 17มกราคม 2555 “สมจิตร ลิขิตสถาพร” นายกสมาคมแฟรนไชส์ไทย กล่าวว่า เพื่อต้องการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์ไปสู่สาธารณชน และเป็นความต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมาซึ่งได้จัดร่วมกันมาก่อนและได้รับสำเร็จกับการนำสุดยอดธุรกิจแฟรนไชส์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยมารวมตัวและให้ความรู้ในการสัมมนาถึงกุญแจสู่ความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทย ได้แก่ แบล็กแคนย่อน ไมเนอร์กรุ๊ป และเซเว่นอีเลฟเว่น
ส่วนงานปีนี้เลื่อนการจัดมาจากปลายปีที่แล้วเพราะมีเหตุการณ์น้ำท่วมหนัก แต่ยังคงใช้หัวข้อเดิม แต่ต่างกับครั้งแรก เพราะนอกจากจะมีการเล่าให้ฟังว่าเซเว่นอีเลฟเว่นประสบความสำเร็จในการทำแฟรนไชส์ได้อย่างไร ยังมีการเสวนาภาพรวมของธุรกิจแฟรนไชส์ การสร้างสรรค์ธุรกิจของแด๊ดดี้โดก่อนที่จะเดินเข้าสู่ธุรกิจแฟรนไชส์ และไฮไลท์อยู่ที่นักธุรกิจซึ่งมีประสบการณ์มากมายในการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ต่างๆ เป็นแง่คิดให้ผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จในธุรกิจแฟรนไชส์
นอกจากจะให้ความรู้ความเข้าใจในธุรกิจแฟรนไชส์แล้ว ยังช่วยให้ธุรกิจแฟรนไชส์กระเตื้องขึ้นจากผู้ที่ต้องการลงทุนในธุรกิจนี้ ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม คาดว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจแฟรนไชส์ในปีที่ผ่านมาน่าจะอยู่ที่ประมาณ 20-25% และคาดว่าปีนี้น่าจะเติบโตเพิ่มขึ้นเพราะผลพวงจากปัจจัยบวกต่างๆ เช่น เรื่องมาตรฐานแฟรนไชส์ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจเกิดการตื่นตัวมากขึ้น ประกอบกับ การเติบโตไปตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง และการที่ธนาคารต่างๆ หันมาสนใจเป็นแหล่งเงินทุนให้กับธุรกิจแฟรนไชส์ รวมทั้งเจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์มีเป้าหมายในการขยายตัวจึงผลักดันให้ธุรกิจแฟรนไชส์เติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่อง







