Home News จี้แฟรนไชส์ไทยตื่นตัว 'มาตรฐาน' เปิดรับโอกาสบุกตลาด AEC

จี้แฟรนไชส์ไทยตื่นตัว 'มาตรฐาน' เปิดรับโอกาสบุกตลาด AEC

อีเมล พิมพ์ PDF

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ จัดเสวนา "บุกตลาด AEC ด้วยแฟรนไชส์ไทยมาตรฐานสากล" เพื่อกระตุ้นให้แฟรนไชส์ไทยตื่นตัวกับการสร้างมาตรฐานแฟรนไชส์ ในการเปิดโอกาสของการเปิดเขตการค้าอาเซียน (AFTA) ของกลุ่มประเทศสมาชิก AEC 6 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์และไทยว่าด้วยประเทศสมาชิกลดภาษีสินค้าทุกรายการเหลือ 0% เริ่มในปี 2553

และในปี 2554 เป็นปีแรกที่ธุรกิจบริการรวมถึงธุรกิจแฟรนไชส์ด้วยกลุ่มประเทศ AEC จะเริ่มทยอยเปิดเสรีการค้าให้แก่กันซึ่งมี 4 กลุ่มธุรกิจก่อนได้แก่ 1 การท่องเที่ยว 2.สุขภาพ 3.เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และ 4.การสื่อสาร ซึ่งสามารถลงทุนร่วมกันในอัตราร้อยละ 70 ของการลงทุน ส่วนอีก 8 สาขาของธุรกิจบริหารที่เหลือจะเปิดในปี 2558

สุทธิศักดิ์ เลาหชีวิน รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ให้ข้อมูลว่า การเปิดเสรีการค้าในกลุ่มประเทศดังกล่าวนี้เป็นผลดีต่อธุรกิจบริการของไทย ซึ่งได้รวมธุรกิจแฟรนไชส์เข้าไปด้วยนั้น เพราะมองศักยภาพของตลาดทั้ง 6 ประเทศ มีประชากรมากกว่า 580 ล้านคน หรือเกือบ 10% ของจำนวนประชากรโลก หรือมีประชากร 1.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐคิดเป็น 2-3% ของจีดีพีโลก

ดังนั้นการเตรียมความพร้อมธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีมาตรฐานสากลจึงมีความ สำคัญเพื่อต้องการให้ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความ มั่นใจให้กับคู่ค้าได้และประเด็นสำคัญคือให้ผู้ประกอบการรู้ถึงความสำคัญของ การมีมาตรฐานธุรกิจแฟรนไชส์

พีระพงษ์ กิตติเวชโภคาวัฒน์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพัฒนาค้าปลีกและแฟรนไชส์สากล มหาวิทยาลัย ศรีปทุม เพิ่มเติมว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่ามูลค่าตลาดแฟรนไชส์เติบโตต่อเนื่อง จากปี 2545 มูลค่าตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ 4,500 กว่าล้านบาท มาในปี 2552 มีการขยายตัวสูงมากหรือมากกว่า 26% มูลค่าธุรกิจ 135,000 ล้านบาท

การที่ธุรกิจแฟรนไชส์จะบุกตลาด AEC นั้นมีแผนเมื่อ 7 ปีที่แล้วต่อเนื่องจากสถานกาณ์ในไทยทั้งเศรษฐกิจ การเมือง ทำให้โครงการต่างๆ ต้องชะลอออกไป ระหว่างนี้ทำให้ประเทศเอเชียแปซิฟิกมีการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์รุดหน้าไปกว่า ประเทศไทยมาก

พีระพงษ์ ยกตัวอย่าง แฟรนไชส์ในประเทศจีนปัจจุบันมี 4,000 บริษัท ไต้หวัน 2,600 บริษัท อินโดนีเซียและมาเลเซีย ประเทศละ 2,400 บริษัท เวียดนาม 60 บริษัท และกัมพูชา 47 บริษัท แต่อย่างไรก็ตาม ระบบธุรกิจแฟรนไชส์ไทยซึ่งปัจจุบันประมาณ 400 บริษัท มีศักยภาพและกระบวนการในการสร้างเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ค่อนข้างได้เปรียบด้วยโป รดักส์ที่หลากหลาย

พร้อมทั้งแนะ 3 วิธีการ ที่ธุรกิจแฟรนไชส์ไทยจะสามารถทะลุทะลวงตลาด AEC ที่มีประชากรถึง 580 ล้านคน รวมถึงประเทศเอชียแปซิฟิกได้ดังนี้ 1.พาร์ทเนอร์ ครีเอชั่น คือ การหาเพื่อนในประเทศนั้นๆ ให้คิดว่าถ้าจะไปประเทศนั้นเราจะเจอใคร ซึ่งการสร้างพาร์ทเนอรืนี้จุดเริ่มอาจเริ่มจากรัฐบาลได้ เช่น การจัดกีฬากลุ่มประเทศ AEC 2.ดิสทิบิวชั่น ดีไซน์ คือ การออกแบบธุรกิจก่อนที่จะขยายสาขาไปยังประเทศเป้าหมายจะเป็นรุปแบบของการไป เปิดร่วม การร่วมทุน หรือไปในรุปแบบของการค้าส่ง รวมถึงการออกแบบระบบการค้านี้ด้วย และ 3.เน็ตเวิร์ก ดีไซน์ คือ วิธีการดำเนินธุรกิจที่มีเน็ตเวิร์กร่วมกัน เช่น ในกลุ่ม AEC การสั่งซื้อวัตถุดิบร่วมกัน หรือการใช้วัตถุดิบในประเทศที่ไปลงทุน

"นักการค้าในอนาคต จะคิดวิธีอีกแบบหนึ่ง เช่นการขายเสื้อผ้าจะไม่ใช่การส่งออกเสื้อผ้าแต่อาจต้องไปเปิดร้านที่นั่น แล้วดีไซน์ร่วมกันกับคนในพื้นที่ แนั้นการเกิดธุรกิจการค้าในต่างประเทศนั้นต้องเริ่มที่ 3 ขั้นตอนนี้คือ มีเพื่อน มีรูปแบบธุรกิจและการหาต้นทุนสินค้า เพราะในทุกกลุ่มประเทศจะเป้นปัยหาเดียวกัน แต่ยังมีเวลาในการพัฒนา และศักยภาพคนไทยสามารถทำได้ถ้าทำตามขั้นตอนที่กล่าวมา " พีระพงษ์กล่าว

หากมองถึงความต้องการธุรกิจเพื่อเข้าไปลงทุนใน AECและเอเชียแปซิฟิก พีระพงษ์ ให้ข้อมูลว่า ถ้าเป็นเวียดนามธุรกิจกาแฟเริ่มอิ่มตัวมีหลายแบรนด์และมีสาขาจำนวนมาก ส่วนที่กัมพูชานั้นธุรกิจเบเกอรี่กับธุรกิจจไอศกรีมยังมีโอกาสสูง แต่อย่างไรก็ตามล่าสุดตนอยู่ระหว่างการทำวิจัยเรื่อง "ไมโคร แฟรนไชส์" โดยศึกษาต้นแบบจากประเทศอินเดีย ในคอนเซ็ปต์แฟรนไชส์ขนาดเล็กเพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มโอกาสให้กับผู้ที่มีราย ได้ต่ำแต่สามารถมีธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ประเภทรถเข็นแต่มีการสนับสนุนระบบที่ดีจากบริษัทแม่ ซึ่งคอนเซ็ปต์ดังกล่าวนี้จะทำให้สามารถกระจายได้รวดเร็วและสามารถขยายเข้า ตลาดอาเซียนได้

พร้อมแนะนำว่า ในการขยายสาขาไปยังต่างประเทศนั้นควรโฟกัสไปที่ละประเทศสำเร็จแล้วค่อยขยาย ไปยังประเทสอื่น มากกว่าจะเป็นการปักธงพร้อมๆ กันในหลายประเทศ และที่สำคัญต้องสร้างสาขาในประะเทศให้แข็งแรงเสียก่อน

ศ.ดร. ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์พิเศษสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ กล่าวว่า คนไทยควรมองว่าเป็นโอกาสและต้องเตรียมตัวให้ทันเพราะ AEC ทำให้เกิดผลผลิตร่วมตลาด วัตถุดิบ เงินทุน ที่เป็นกลุ่มประเทศศูนย์กลางเช่นเดียวกับยุโรป เพราะจะเกิดการไหลอย่างเสรีของแรงงาน เงินทุน สินค้าและบริการและกลุ่มอาชีพอย่างวิศวกร นักบิน พยาบาล ซึ่งผู้ประกอบการจะทำอย่างไรกับโอกาสที่เกิดขึ้นคืออย่างแรกต้องดูที่ความ สามารถในการสร้างแวลูได้ไหม เช่น การขยายธุรกิจแฟรนไชส์ออกไปมีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างไร มีภูมิปัญหาอะไร หรือมีการใช้เทคโนโลยีอะไรเพื่อลดต้นทุน เป็นต้น

 

ซึ่งการเปิดรับโอกาสที่เกิดต้องมีการปรับตัวอย่างไรนั้น ศ.ดร. ชาติชาย บอกว่าต้องเริ่มจากระดับบุคคลต้องพัฒนาตนเองเพราะอนาคตอันใกล้นี้การแข่งขัน สูงขึ้นคนต้องมีทักษะมากขึ้นพัฒนาตนเอง แม้แต่พนักงานเองต้องตื่นตัวมีวิธีคิดแบบผู้ประกอบการตรงเวลา รู้จักหน้าที่มีวินัย ซื่อสัตย์ อุทิศตนขยันทำงานหนัก ซึ่งทังหมดนี้หลายประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซียได้ปรับสู่แนวคิดนี้เพราะการ เป็นผู้ประกอบการไม่ใช่สอนคนมาทำธุรกิจแต่เป็นการสอนให้เขามีวิธีคิดเป็นผู้ ประกอบการ มีการริเริ่มและมีความรับผิดชอบต่อสังคม

ในระดับหน่วยงาน การที่จะแข่งขันได้นั้นต้องมีมาตรฐาน สร้างกลยุทธ์ บรรยากาศ ทำให้เข้ากับกระแสสากล เพราะจะมองแบบเก่ามองสินค้าเป็นตัวๆ ไม่ได้ เพราะโลกสมัยใหม่มองสินค้าเป็นปัจจัยการผลิต บริการ เชื่อมโยงกัน บริษัทหรือธุรกิจต่าง ๆมีโอกาสสามารถพัฒนาความรู้สร้างประสบการณ์บริหารจัดการ โดยเฉพาะคน ต่อไปธุรกิจอาจไม่ต้องพึ่งคนไทยเท่านั้นแต่อาจรับคนจากประเทศต่างๆในอาเซียน เข้ามาทำงานโดยมีระบบการจัดการ

อย่างไรก็ตามโดยธรรมชาติธุรกิจแฟรนไชส์การขยายไปยังต่างประเทศควรไป เป็นกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ หรือต่อเนื่องจากธุรกิจกลุ่มใหญ่ไปเปิดตลาดไว้แล้วและยิ่งการเข้าไปในตลาด เสรีเท่าไหร่มาตรฐานจะเป็นตัวตัดสินความเป็นมาตรฐานสากล

ด้านชุมพจน์ ตันติสุนทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท สเวนเซ่นส์ (ประเทศไทย) จำกัด หนึ่งในกิจการของบริษัท ไมเนอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการเข้าตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียนว่า ปัจจุบันมีสาขาพิซซ่า คอมปะนี และสเวนเซ่นส์ ในกัมพูชา (พนมเปญ เสียมเรียบ) ลาว เวียดนาม อินเดีย จีน และยอดขายพิซซ่าที่พนมเปญ กัมพูชานั้นมียอดขายสูงแม่ทำเลจะอยู่บนชั้น 5 ของห้าง ที่ผ่านมาไมเนอร์เรียนรู้ระบบแฟรนไชส์เองและส่วนหนึ่งความรู้จากการที่ บริษัทแฟรนไชซีของหลายแบรน์และอีกส่วนหนึ่งคือเอ๊าท์ซอร์สซึ่งเสียค่าใช้ จ่ายแพงด้วย

แต่ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหารการต้องการสร้างมาตรฐานสากลให้เกิด ขึ้นเพื่อการขยายตัวในต่างประเทศจึงเป็นสิ่งที่ลงทุน ที่ผ่านมาจะเห็นไมเนอร์ฟู้ดกรู๊ป ขยายในหลายประเทศ ฉะนั้นวิสัยทัศน์ผู้บริหารมีความสำคัญจะเห็นว่าเกณฑ์การประเมินมาตรฐาน ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในประเด็นของวิสัยทัศน์องค์กรนั้นเป็นหมวดที่ให้ คะแนนไว้สูงมาก   

และความสำคัญกับระบบการปฏิษัติที่สามารถถ่ายทอดได้ ผู้ลงทุนสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ซึ่งพบว่าแฟรนไชซีหลายรายสามารถปฏิบัติและทำได้ดีกว่าสาขาของบริษัทแม่ก็มี ส่วนในประเด็นของการขยายไปต่างประเทศการมีมาตรฐานโดยเฉพาะเกณฑ์การประเมิน ที่ได้ระบุไว้หากผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดจากคณะกรรมการประเมินจะทำให้การ ขยายไปต่างประเทศไม่ติดขัดเพราะจะมีการกำหนดระเบียบมาตรฐานสากลไว้ชัดเจนทำ ได้ได้ตามเกณฑ์การบุกตลาดต่างประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

เดินหน้า "แฟรนไชส์สู่มาตรฐานสากล ปี 2"

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ดำเนินโครงการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์สู่มาตรฐานสากล ปี 2553 ซึ่งเป็นปีที่ 2เพื่อเป็นการยกระดับมาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ไทยให้เกิดความเชื่อมั่นและการ ยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล รวมถึงการกระตุ้นและขยายองค์และแลกเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจ แฟรนไชส์สู่มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ระดับสากล ในกระบวนการดำเนินงานนั้นจะมีทีมผู้ตรวจประเมินที่มีความรู้และความเข้าใจ ดำเนินการประเมินมาตรฐานที่ถูกพัฒนาขึ้นในปีที่ผ่านมามีตัวชี้วัดในการให้ คะแนนเป็นไปในทิศทางและมาตรฐานเดียวกัน

จากนั้นการจัดประเมินและวิเคราะห์ระบบการบริหารจัดการในธุรกิจ แฟรนไชส์ของประเทศไทย ตามกรอบคู่มือการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ที่ได้จัดทำขึ้นในปี 2552 จากนั้นนำผลคะแนนที่ได้จากการประเมินตนเองของธุรกิจและจากการวินิจฉัยของผู้ เชี่ยวชาญมาจัดกลุ่มเพื่อสรุปผลว่าธุรกิจแฟรนไชส์รายใดที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน และจะได้รับตราสัญลักษณ์มาตรฐานแฟรนไชส์ปี 2553

จากนั้นเข้าสู่ขั้นการจัดอันดับธุรกิจ โดยการพิจารณาและตรวจสอบการจัดอันดับธุรกิจจากคณะกรรมการมาตรฐานแฟรนไชส์ 3 รอบ เพื่อคัดเลือกธุรกิจแฟรนไชส์ที่เหมาะสมกับรางวัลมาตรฐานดีเด่นตามเกณฑ์ มาตรฐานแต่ละด้านประจำปี 2553 จำนวน 8 รางวัลได้แก่ 1.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ยอดเยี่ยม 2.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านวิสัยทัศน์ 3.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านยุทธศาสตร์องค์กร

4.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านการสร้างสรรค์ลูกค้า 5.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านการพัฒนาองค์ความรู้ 6.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านทรัพยากรบุคคล 7.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านการบริหารจัดการ และ 8.รางวัลมาตตรฐานคุณภาพแฟรนไชส์ดีเด่นด้านผลประกอบการ

 ปีที่ผ่านมาหรือปีแรกของการจัดทำแฟรนไชสืมาตรฐานสากลได้มีผู้ประกอบ การหรือแฟรนไชซอร์จำนวน 92 ราย จากจำนวนแฟรนไชส์ไทย 400 กว่ารายสมัครเข้าร่วมการประเมินซึ่งมีผู้ประกอบการผ่านเกณฑ์ 39 กิจการ ซึ่งจะมีการประเมินมาตรฐานสำหรับรายที่ผ่านเกณฑ์การประเมินแล้วทุกๆ 2 ปี

แก้ไขล่าสุด ( ศุกร์, 23 กรกฏาคม 2010 06:31 )