พอเข้าสู่ยุคสองก็เริ่มมีการเลียนแบบรูปแบบการทำธุรกิจของต่างประเทศโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ช่วงนี้จะเริ่มมีธุรกิจใหม่ๆหรือผู้ประกอบการใจถึงคิดวิธีที่จะหาทางสร้างตลาดตนเอง ตั้งใจจะขายสินค้าให้มากขึ้นแล้วก็มานึกถึงแฟรนไชส์ แต่ปัญหาก็คือ ส่วนใหญ่จะเข้าใจว่าระบบแฟรนไชส์เสมือนธุรกิจที่ให้ใช้ตราสินค้าหรือที่เราเรียกว่า License คือการให้สิทธิในการใช้ตราหรือความรู้บางอย่างในการผลิตแก่ผู้ตกลงซื้อสิทธิไป ดังนั้นธุรกิจแฟรนไชส์ยุคนี้จึงเน้น การขายสูตรลับของการทำสินค้าหรือการออกแบบร้านค้าให้ดูดี และผู้ที่ตะโกนเสียงดังขายแฟรนไชส์เหล่านี้ต้องเรียกว่า ผู้กล้าเนื่องจากโดยธุรกิจแล้วยังไม่มีความมั่นคงพอแต่สร้างขึ้นมาเพื่อที่จะหาทางขายสินค้าเท่านั้น แฟรนไชส์ในยุคนี้มีขนาดค่อนข้างเล็กและอายุสั้นเปิดได้ไม่นานความนิยมก็ลดลง หรืออาจจะเป็นธุรกิจที่ควบคุมมาตรฐานไม่ได้ การพัฒนาวิธีการทำงานและการจัดการยังไม่ลงตัวไม่นานก็ปิดตัวลง ทิ้งไว้กับความเข้าใจผิดที่คิดว่าระบบแฟรนไชส์คือ การขายสินค้าและสิทธิในตราหรือสูตรลับ จะบอกว่าการพัฒนาผิดไปหรือเปล่าก็ไม่ได้เพราะทุกที่ไม่ว่าจะเป็นต้นฉบับอย่างแฟรนไชส์อเมริกาก็เคยผ่านขั้นตอนนี้มาก่อน คิดเหมือนกันแล้วก็เจ๊งเหมือนกันมาก่อน สภาพของการพัฒนาแฟรนไชส์ในเอเชียก็เป็นแบบนี้ ไม่ว่าจะดูที่มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ที่ว่ารับวัฒนธรรมตะวันตกได้เร็วที่สุด เกาหลี ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน สิงคโปร์ แบบเดียวกันเลยครับ
แฟรนไชส์รูปแบบระยะสองนี้เราก็ไม่สามารถบังคับสังคมโดยรวมให้เข้าใจในทิศทางเดียวกันว่าแฟรนไชส์คืออะไร ต่างก็ต้องปล่อยให้เกิดขึ้นตามครรลองแน่นอนก็จะมีผู้ล้มเหลวและประสบความสำเร็จ ซึ่งสัดส่วนความสำเร็จอันน้อยนิดเหล่านี้ก็ยังเป็นน้ำหล่อเลี้ยงนักธุรกิจรุ่นใหม่ต่อไป เพราะความสำเร็จที่มีไม่กี่รายนั้นจะเป็นผลของการกระจายตัวทางธุรกิจที่เหลือเชื่อที่สำคัญคนที่เพิ่งคิดจะตามหรือเลียนแบบถึงเวลาก็ไม่ทันเสียแล้ว ความเป็นระบบแฟรนไชส์ก็เลยเป็นที่น่าสนใจต่อเนื่อง ระยะต่อมาคือช่วงที่แฟรนไชส์เริ่มเข้าที่มากขึ้น การพัฒนาแฟรนไชส์ที่มีการนำเข้ามาในรูปแบบที่พร้อมจะสร้างตลาดด้วยการเป็นผู้ขายแฟรนไชส์ของนักธุรกิจที่นำเข้าแฟรนไชส์เข้ามาในประเทศด้วย ฟังดูแล้วอาจจะงงหน่อย เอาเป็นว่า แทนที่จะซื้อธุรกิจเข้ามาเปิดร้านของตัวเองอย่างเดียวเหมือนยุคแรกนักธุรกิจเหล่านี้ก็เริ่มซื้อสิทธิมากขึ้นไม่เพียงแต่จะสร้างร้านขึ้นเองแต่มีสิทธิที่จะขายรูปแบบธุรกิจให้คนอื่นในประเทศตนเองด้วย หรืออย่างน้อยก็จะต้องมีการกำหนดจำนวนสาขาเพื่อรับสิทธิการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆแต่ผู้เดียว ลักษณะอย่างนี้ในระบบแฟรนไชส์เองก็พัฒนาขึ้นมาเต็มรูปแบบไม่นาน การสร้างระบบแฟรนไชส์แบบที่เรียกว่า มาสเตอร์ หรือ Area Development นั้นมีรูปแบบชัดเจนประมาณช่วงปี 1980 นี้เอง ในช่วงหลังการผลักดันธุรกิจด้วยวิธีการนี้เริ่มมากขึ้น ความสามารถในการพัฒนาธุรกิจของผู้ซื้อสิทธิเข้ามาดีขึ้นอาจจะเป็นเพราะความเข้าใจในระบบแฟรนไชส์ดีขึ้นหรืออะไรก็แล้วแต่ ส่วนนี้เองช่วงเร่งให้วงการแฟรนไชส์ช่วงนี้เรียนรู้ที่จะพัฒนาธุรกิจให้เป็นแฟรนไชส์ได้ด้วย มากกว่าแค่จะเปิดร้านในรูปแบบเดียวกันเท่านั้น สิ่งที่เหลือให้กับขั้นตอนการพัฒนาช่วงนี้ก็คือ ความเข้าใจในการบริหารธุรกิจระบบแฟรนไชส์ เทคนิคการพัฒนาธุรกิจและความเข้าใจของนักลงทุนเพิ่มขึ้นแม้จะอยู่ในวงแคบๆก็ตาม นอกจากนั้นจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาธุรกิจในประเทศเข้าสู่ช่วงต่อไป
ในขั้นตอนการพัฒนาต่อมาจะมีระบบธุรกิจในประเทศให้กลายเป็นแฟรนไชส์มากขึ้น ช่วงนี้มักจะมีแฟรนไชส์ต่างประเทศ(Foreign Franchise)อยู่ในสัดส่วนประมาณ 60% ของระบบ และสำหรับแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้นเอง(local Franchise) ก็เริ่มมากขึ้นมีส่วนในตลาดซัก 40% ก็ได้โดยมีการกระจายตัวชนิดธุรกิจมากขึ้นทั้งประเภทบริการServiceและด้านค้าปลีกRetail ระยะนี้ถือได้ว่าประเทศในแถบเอเชียส่วนใหญ่จะเริ่มเข้ากระบวนการช่วงนี้แล้ว การเร่งสร้างระบบแฟรนไชส์ในประเทศเท่ากับเป็นวิสัยทัศน์
ในการพัฒนาระบบการค้าของประเทศกลายเป็นเครื่องมือการพัฒนาระบบค้าปลีกของคนในชาติ ทำให้วิธีการทำธุรกิจมีมาตรฐานมากขึ้น ด้วยหลักการของการสร้างผู้เข้มแข็งเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาผู้ประสบการณ์น้อยกว่า ลดปัญหาการลงทุนที่ล้มเหลว รวมถึงการกระจายความเจริญไปสู่พื้นที่ห่างไกลตัวเมืองไปด้วย นโยบายการยกระดับการใช้ชีวิตของคนส่วนใหญ่กลายเป็นหัวข้อที่ทุกประเทศทุ่มงบประมาณลงไปแต่ต้องมีการรองรับด้วยการสร้างอาชีพที่ลดอัตราความเสี่ยงในการลงทุนด้วย เป็นข้อพิสูจน์ด้วยว่าระบบแฟรนไชส์จะเข้าไปยกระดับความสามารถของนักธุรกิจที่อยู่ในระบบและถ้ามีธุรกิจแฟรนไชส์มากขึ้นก็ส่งผลให้เกิดการพัฒนารูปแบบการค้าระดับธุรกิจรายย่อยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องกลายเป็นกำลังสำคัญผลักดันระบบเศรษฐกิจไปในตัว







