ความน่าสนใจของการวางยุทธ์ศาสตร์ค้าปลีกของสิงคโปร์ ก็คือทำอย่างไรให้ความคิดเกิดจริงได้และสร้างความร่วมมือให้เกิดขึ้นกับคู่ค้าทั้งหมดในระบบ การจัดทีมงานที่แบ่งหน้าที่และได้รบประโยชน์อย่างทั่วถึง การรับเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงวัดผลประเมินงานได้จริง
ทีมงาน และแผนการดำเนินงาน
เมื่อมีความคิดที่ดี แผนงาน และ เป้าหมายชัดเจน ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญคือ ทีมงาน ถ้าทีมงานมีแต่นักพูด ไม่มีคนทำ หรือมีแต่คนเก่ง แต่ไม่มีคนทำ เก่งแต่สั่ง ก็เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ยิ่งเมื่อเป็นโครงการของส่วนรวมโดยมีรัฐเป็นเจ้าภาพก็จะต้อง ละเอียดอ่อนมากขึ้น สร้างทีมงานให้สามารถทำงานได้จริงคือ จุดสำคัญของความสำเร็จ วิธีการแบ่งการทำงานของโครงการค้าปลีกสิงคโปร์เน้นหนักไปทางหลักรัฐศาสตร์ จัดทีมงานรัฐและเอกชนร่วมทำงานดังนี้

การแบ่งทีมงานประกอบด้วยทีมที่บริหารโครงการที่เป็นคนจากหน่วยงานของรัฐ และ สมาคมด้านการค้าปลีก หรือ ธุรกิจต่อเนื่อง รับผิดชอบต่อการคืบหน้าของโครงการในภาพรวม นอกจากนั้นก็แบ่งทีมตามแนวคิดทั้ง 4 แนวที่ได้กล่าวมาแล้วเพื่อขยายผลด้านกิจกรรมที่จะส่งเสริมแนวคิดให้สมบูรณ์ คณะทำงานซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานจากภาคเอกชนที่เข้ามาช่วย ในการแบ่งสายงานตามความเชื่อของแนวคิด ทำให้งานไม่ซ้ำซ้อน และมีแนวปฏิบัติได้อย่างยืดหยุ่นพอสมควรสายที่รับผิดชอบเรื่องการช่วยเหลือด้านการเงิน ก็จะมีคณะทำงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบหรือธุรกิจเกี่ยวข้องอยู่แล้วมาช่วย สายประชาสัมพันธ์ การอบรมสร้างคนก็จะรับผิดรับชอบในเรื่องที่ได้วางแผนไว้แต่ต้น การขยายทีมงานที่จะเข้าช่วยให้เกิดกิจกรรมมากขึ้นก็สะดวก กิจกรรมอยู่ในรูปการให้ความร่วมมือ แต่มีเป้าหมายชัดเจน โดยมีหน่วยงานของรัฐรับผิดชอบตามงาน
เน้นการอบรม : เปลี่ยนความคิดแล้วเดิน
ข้อสังเกตอย่างหนึ่งคือการสร้างพื้นฐานในการให้ความรู้ มีการยกระดับและสร้างความเข้าใจให้บุคลากรในธุรกิจ สร้างความสำคัญให้แก่อาชีพ เปลี่ยนทัศนคติต่อการทำการค้า การให้บริการ และ อาชีพ การสร้างความเข้าใจจะช่วยสร้างจิตสำนึกต่อการบริการ สร้างบุคลากรในสายอาชีพที่มีความรู้ความสามารถมากขึ้น ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้คือกำลังสำคัญที่กระจายอยู่ในสังคมเป็นจำนวนมาก เท่ากับเพิ่มคุณภาพของประชากรด้วย มีข้อสังเกตด้านหนึ่งที่พบว่าประเทศที่มีการค้าปลีกที่พัฒนาเติบโตก็จะมีผลต่อธุรกิจด้านอื่นๆด้วย ดังนั้นการวางรูปแบบการยกระดับการให้การศึกษาและความสำคัญของอาชีพก็ช่วยพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมได้
ผลงานที่เป็นรูปธรรม
การออกตัวของโครงการ R21 นี้มีการทำโครงการนำร่องอย่างเช่น การส่งเสริมพัฒนาธุรกิจที่เรียกว่า Mom and Pop Store หรือ ร้านค้าโชว์ห่วยแบบของบ้านเรา เป็นโครงการมาก่อนหน้านี้บ้างแล้ว โดยเรียกโครงการว่า Shop Net ที่จริงแล้วก็เป็นรูปแบบเหมือนการแต่งตัวให้กับร้านค้าย่อยเหล่านั้นให้มีสภาพที่พอจะสามารถแข่งกับร้านค้าข้ามชาติได้บ้าง มีการสนับสนุนด้านการเงินแบบผ่อนชำระในการลงทุนปรับปรุง
หลังจากนั้นมีการพัฒนาการในโครงการในระดับซับซ้อนมากขึ้น เช่น โครงการที่เรียกว่า Kafe 123.com ที่เป็นรูปแบบการค้าอีเลคโทรนิค (e commerce ) โดยสร้างวงจรธุรกิจร้านกาแฟ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จัดส่ง จนถึง ร้านขายปลีก หรือร้านกาแฟ สร้างระบบจัดการทำให้มีต้นทุนการประกอบการทุกขั้นตอนต่ำลงและสร้างแนวทางในการต่อสู้กับธุรกิจกาแฟข้ามชาติได้

บทสรุป : ภาครัฐและ เอกชนร่วมพัฒนา
ปกติแล้ว การที่ภาครัฐออกตัวนำ และให้ภาคเอกชนสนับสนุนเป็นรูปแบบที่ทำให้เกิดความสำเร็จต่อเนื่องมาหลายโครงการ ไม่เฉพาะในประเทศอย่างสิงคโปร์เท่านั้น ในขณะที่กระแสของการเปิดเสรีทางการค้าที่จำเป็นต้องยอมรับการแข่งขันในทุกรูปแบบ การสร้างภูมิคุ้มกันให้กับบางธุรกิจที่เข้าสู่ภาวะล่มสลาย เนื่องจากขาดการพัฒนาก็เป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐและ เอกชนควรที่ต้องมีการจัดการอย่างเป็นรูปธรรมให้เร็วที่สุด ถึงแม้ว่าจะมองว่าเป็น วัฐจักรทางการค้าที่ต้องมีขึ้นมีลงก็ตาม แต่จุดที่ละเลยไม่ได้ก็คือ การยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงของหน่วยธุรกิจเอง
เพราะวันนี้คงตระหนักได้เต็มที่ว่า ปลาใหญ่ก็ย่อมกลืนกินปลาเล็กแน่ๆ นอกเสียจากปลาเล็กจะร่วมมือร่วมใจกันหาวิธีป้องกันตัวเองในระยะหนึ่ง เพื่อรอวันเติบโต และ ก็ต้องขวนขวายว่ายทวนน้ำต้านกระแสเศรษฐกิจ ถ้าจะนิ่งๆไม่ปรับตัว ก็เป็นปลาตาย เสียดายเปล่า เปล่า นะครับ.







