สิงคโปร์ : ภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลง
สิงคโปร์เป็นประเทศขนาดเล็กมีพื้นที่แค่เพียง 650 ตารางกิโลเมตรเท่านั้น ทรัพยากรก็มีจำนวนจำกัดแม้แต่น้ำดื่มเองสิงคโปร์ยังต้องนำเข้ามาจากมาเลย์เซีย จำนวนประชากรมีแค่เพียง 4 ล้านคนประเทศขนาดเล็กทรัพยากรต่างๆจำกัดดังนั้นการบริหารนโยบายของรัฐจะมีผลต่อการปรับตัวของทิศทางประเทศอย่างมาก สิงคโปร์นั้นมีสภาพเป็นเกาะและเคยเป็นประเทศเมืองขึ้นกับรัฐบาลอังกฤษ ได้รับเอกราชเมื่อ พ.ศ. 2508 เพียง 36 ปีก็กระโดดพัฒนาไม่เห็นฝุ่น ด้วยระบบบริหารภายใต้รัฐบาลเข้มข้นแบบของ ลี กวน ยู การพัฒนาบุคลากร การวางแผนระยะยาวและประสิทธิภาพของประชาชน สิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆง่ายต่อการควบคุมวางกฎเกณฑ์ แต่ก็ยังถือว่า เป็นแบบอย่างของการวางแผนพัฒนาประเทศ

นับตั้งแต่ปี 1970 ธุรกิจค้าปลีกของสิงคโปร์เติบโตอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะหลังจากการสร้างระบบขนส่งรถไฟใต้ดินเสร็จลงในปี 1980 ศูนย์การค้าผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว ระบบการวางผังเมืองที่มีโอกาสปรับในช่วงการจัดการระบบขนส่งขนาดใหญ่ ทำให้อาคารศูนย์การค้าต่างๆมีการเชื่อมโยงถึงกันทั้งใต้ดิน บนดิน ความสะดวกในการเดินจับจ่าย การค้าที่มีตลาดรองรับทำให้ธุรกิจมีการพัฒนาต่อเนื่อง โครงสร้างด้านภาษีทำให้สินค้าและต้นทุนถูก ผู้คนจากแถบเอเชียพากันมาใช้จ่ายซื้อของราคาถูกปลอดภาษี ด้วยค่าใช้จ่ายการประกอบการที่ต่ำและนโยบายการค้าเสรี สิงคโปร์ก็กลายเป็นยักษ์ค้าปลีกแข่งกับ ฮ่องกง ทันที ระยะเวลาที่การค้าปลีกของสิงคโปร์เจริญเติบโต เทคนิคการจัดการรูปแบบของการค้าถือได้ว่ามีความได้เปรียบและทัดเทียมกับธุรกิจข้ามชาติจากประเทศต่างๆ นักค้าปลีกสิงคโปร์กล้าที่จะมีการปรับปรุง และยอมลงทุนในด้านเทคโนโลยีการค้าปลีก
แม้ว่าจะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องรูปแบบการค้ามีมาตรฐานสากลแต่ด้วยข้อจำกัดพื้นฐานที่มีประชากรน้อยเมื่อมาถึงปัจจุบัน ภาวะตลาดและสังคมที่เปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของชาวสิงคโปร์เองที่หันไปนิยมการจับจ่ายในต่างประเทศ นอกจากการจับจ่ายโดยการเดินทางไปต่างประเทศทั่วไปแล้ว ด้วยลักษณะที่เป็นประเทศปลอดภาษี รวมถึงการพัฒนาการค้าผ่านระบบอิเลคโทรนิค Internet ก็ง่ายขึ้น มีการที่สั่งของจากแหล่งสินค้าโดยตรงจากต่างประเทศผ่าน web site คนสิงคโปร์ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลักก็ง่ายต่อการใช้จ่ายผ่าน Net มากไปกว่านั้นรายได้การค้าปลีกที่ต้องพึ่งพานักท่องเที่ยวมาตลอด แต่เมื่อต้นทุนการประกอบการของร้านค้าในประเทศสูงขึ้นตามค่าครองชีพ ทำให้ราคาสินค้าเริ่มสูง จนขาดแรงจูงใจการซื้อของนักท่องเที่ยว ตลาดค้าปลีกสิงคโปร์มีการชะงัก และเริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด

ถึงแม้ว่าตลาดค้าปลีกจะไม่มีความเสียเปรียบระหว่างธุรกิจของนักลงทุนต่างประเทศกับนักธุรกิจภายใน การค้าปลีกโดยรวมของประเทศในปี 1996 เป็นต้นมาก็ส่งผลให้มีหลายร้านค้าขนาดใหญ่ต้องปิด หรือ ลดขนาดดำเนินการลงไป และส่งผลต่อเนื่อง ปี 2000 ธุรกิจค้าปลีกของสิงคโปร์ ขยายตัวเพียง 2% ในไตรมาสแรก และคาดว่าขยายตัวเต็มที่ไม่เกิน 5% และแนวโน้มต่างที่บอกว่า การค้าขายของสิงคโปร์กำลังตกต่ำลง
ถ้าไม่เตรียมพร้อม ธุรกิจค้าปลีกทั้งระบบของสิงคโปร์ก็อาจมีปัญหา และเมื่อถึงเวลานั้นการจะผลักดันแก้ปัญหาย่อมยากกว่าที่จะป้องกันเอาไว้เสียก่อน คราวหน้ามาดูแนวคิดและการวางแผนเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงตลาด และปูรากฐานระบบการค้าปลีกสิงคโปร์กันต่อครับ







