สรุปการประชุมและศึกษาดูงาน
Franchise China Conference & Exhibition 2003
ระหว่างวันที่ 9-14 พฤศจิกายน 2546
ณ นครเซี่ยงไอ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน
1. การประชุมหารือคณะผู้จัดงาน Franchise China Conference & Exhibition 2003
Mr. Bill Janeri – Vice President Global Source Exhibitions ผู้จัดงาน Franchise China Conference & Exhibition 2003 ได้กล่าวถึงความเป็นมาและหลักการจัดงาน ดังนี้
งาน Franchise China Conference & Exhibition 2003 ได้เรี่มจัดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1998 ซึ่งเป็นงาน Show ขนาดใหญ่ที่เป็นสากล ครั้งแรกในประเทศจีน และได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นงานโชว์ระดังพรีเมี่ยม โดยเน้นความมีคุณภาพทางด้านการเก็บฐานข้อมูลของผู้เข้าชมงานและตัวผู้เข้าชมงานเองก็ถือได้ว่าเป็น right investors ที่สนใจจะลงทุนในธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ทางผู้จัดงานได้คัดเลือกให้แล้วแบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
กลุ่มที่ 1 Beginner เป็นกลุ่มนักลงทุนหน้าใหม่ที่ยังไม่เคยเข้าร่วมงานมาก่อน ยังไม่รู้จักหรือรู้จักธุรกิจระบบแฟรนไชส์ไม่ดีนัก มาชมงานเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจแฟรนไชส์ กลุ่มนี้มีประมาณ 20% ของผู้เข้าชมงานทั้งหมด
กลุ่มที่ 2 Intermediate เป็นกลุ่มที่เคยเข้าชมงานในปีที่ผ่านมา ได้ศึกษาเรื่องธุรกิจแฟรนไชส์มาอย่างดี มีความพร้อมและตัดสินใจที่จะลงทุนซื้อแฟรนไชส์ มาชมงานเพื่อหาซื้อธุรกิจแฟรนไชส์ที่น่าสนใจ กลุ่มนี้มีประมาณ 60% ของผู้เข้าชมงานทั้งหมด
กลุ่มที่ 3 Advance เป็นกลุ่มที่เคยเข้าชมงานในปีที่ผ่านมาเช่นในกลุ่มที่ 2 แต่ได้ซื้อธุรกิจแฟรนไชส์หรือเป็นแฟรนไชส์แล้ว ต้องการที่จะขยายการลงทุนในประเภทธุรกิจอื่น มาชมงานเพื่อมองหาธุรกิจประเภทแฟรนไชส์ใหม่ๆ กลุ่มนี้มี่ประมาณ 20%ของผู้เข้าชมงานทั้งหมด
โดยทั้งนี้ แฟรนไชส์ซอที่ออกบูธหรือ Exhibitor จะต้องแยกผู้ที่เข้าชมงานที่มาเยี่ยมบูธของตนเองให้ออกว่าเป็นกลุ่มไหน และให้ข้อมูลหรือนำเสนอธุรกิจของตนเองให้ตอบสนองต่อความต้องการของแต่ละกลุ่ม และภายในงานยังมีการจัดประชุมและสัมมนาด้านแฟรนไชส์ที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้ที่เข้าชมงานเช่น สำหรับกลุ่ม beginner จะเป็นเรื่องของความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับแฟรนไชส์ สำหรับกลุ่ม intermediate และ advance จะเป็นเรื่องกฎหมายแฟรนไชส์ ความสัมพันธ์ระหว่างแฟรนไชส์ซอและแฟรนไชส์ซีในระบบแฟรนไชส์ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสัมมนาย่อย franchise showcase ที่ให้แฟรนไชส์ซอได้มีโอกาสนำเสนอธุรกิจของตนเอง เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้รับฟัง และสอบถามข้อมูลต่าง
สำหรับธุรกิจไทยที่น่าจะมีโอกาสสูงในการทำธุรกิจในประเทศจีนได้แก่ ธุรกิจประเภทอาหาร แต่ทั้งนี้ผู้ประกอบการไทยต้องเร็ว เพราะในเมืองจีนเริ่มมีร้านอาหารไทยหลายแห่ง แต่ส่วนใหญ่มาจากฮ่องกง
คณะผู้แทนไทยไทย ได้เสนอว่า เป็นไปได้ไหมที่การจัดงานในปีต่อๆไป ทางผู้จัดจะจัดข้อเสนอพิเศษที่เป็น package ในราคาหนึ่ง เช่น จัดพื้นที่ออกบูธ Thailand Paviilion จำนวนหนึ่ง พร้อมบัตรเข้าประชุมทางวิชาการและให้เวลา showcase ในการนำเสนอธุรกิจ เพื่อที่กลุ่มธุรกิจไทยจะได้รวมกลุ่มเข้าร่วมงาน โดยจัดสรรพื้นที่และเวลาในการนำเสนอธุรกิจกันเอง ซึ่งจะเป็นการลดต้นทุน ทั้งนี้ ผู้จัดงานเห็นว่าเป็นความคิดที่ดีมากและยินดีที่จะสนับสนุน และควรจะได้หารือในรายละเอียด โดยอาจประสานผ่านทาง Global Sources Exhibitions ในประเทศไทย
2. การศึกษาดูงาน Franchise China Conference & Exhibition 2003
งาน Franchise China Conference & Exhibition 2003 จัดที่ Shanghai International Convention Center มีจำนวน Exhibitor รวม 70 ราย ประกอบด้วย exhibitor ที่เป็นธุรกิจแฟรนไชส์นิตยสารทางธุรกิจ บริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจ และสมาคมด้านแฟรนไชส์ ในส่วนของ exhibitor ทีเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ มีทั้งธุรกิจที่เป็นของประเทศจีน เช่น Fornet (Laundry), Baby Baby (Photography Chain Store), DIO coffee, Suntama (Dessert), Lames (Furnitire) และจากต่างประเทศเช่น Subway (Sandwish), Papa John’s Pizza, Swensen’s, Hawaii Mahalo Ice Cream, 5aSec (Dry Clean), Blenz Coffee, CHARMY (Snow Ice), Sirspeedy (Printing & Copying), Century21 (Real Estate)
ในจำนวนนี้ประมาณ 60% เป็นธุรกิจประเภทอาหารและเครื่องดื่ม นอกนั้นเป็นธุรกิจประเภทอื่นๆ เช่น การศึกษา การบริการเกี่ยวกับรถยนต์ ความงานและสุขภาพ ซักอบรีด อสังหารัมทรัพย์ การตกแต่งบ้านและเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ มีธุรกิจไทยเข้าร่วมออกบูธ 1 กิจการคือ “Taste Tai” ชื่อไทย “ครัวไท” ขายแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยสมัยใหม่ นอกจากนี้ ยังมีแฟรนไชส์ร้านอาหารไทยเข้าร่วมออกบูธอีก 1กิจการได้แก่ Siam Kitchen จากการสอบถามพนักงานประจำบูธทราบว่าเป็นกิจการที่ Joint venture ระหว่าง S&P ไทยและกลุ่มทุนสิงคโปร์ มีสำนักงานใหญ่ที่สิงคโปร์
3. การเข้าหารือผู้แทน “คณะกรรมการทางเศรษฐกิจนครเซี่ยงไฮ้” เพื่อศีกษางานด้านการค้าปลีก
Mr, Hu Wen Jun ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร คณะกรรมการทางเศษฐกิจนครเซี่ยงไฮ้ ได้กล่าวต้อนรับคณะผู้แทนไทย และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์การค้าปลีก แนวทางการส่งเสริมและหน่วยงาน/องค์กรที่เกี่ยวข้อง สรุปได้ดังนี้
3.1 บทบาทของหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีก
องค์กรของรัฐในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกของนครเซี่ยงไฮ้ คือ คณะกรรมการพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งคณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงองค์กรบริหารเป็น “คณะกรรมการาทางเศรษฐกิจ ณ นครเซี่ยงไฮ้” ดังนั้น คณะกรรมการทางเศรษฐกิจ ฯ นครเซี่ยงไฮ้ จึงยังไม่มีบทบาทในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกในปัจจุบัน สำหรับบทบาทของคณะกรรมการพาณิชย์ ณ นครเซี่ยงไฮ้ ในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีกที่ผ่านมามี 2 ประการหลักคือ
1) ให้คำแนะนำทางด้านการบริหารในมุมกว้าง ได้แก่ การวางแผนโครงการ การวางแผนการจัดทำเลตามความต้องการของตลาด ฯลฯ ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาการค้าและค้าปลีก ฉบับที่ 10 (ระยะเวลาของแผน 5 ปี)
2) ควบคุมมาตรฐานและการบริหารให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งข้อกำหนดด้านมาตรฐานและการบริหารจะแตกต่างกันในแต่ละมณฑล
อนึ่ง คณะกรรมการทางเศรษฐกิจ ฯ นครเซี่ยงไฮ้ เป็นองค์กรของรัฐบาลตำแหน่งหน้าที่กำหนดโดยสภาผู้แทนราษฎร ไม่มีผู้แทนของเอกชน แต่ทำหน้าที่ทั้งรัฐบาลและเอกชนไปพร้อมกัน
3.2 แนวนโยบายในการส่งเสริมธุรกิจค้าปลีก
นโยบายของจีนยังไม่ให้โอกาสแก่ต่างประเทศเข้ามาลงทุนในจีนอย่างเสรีเต็มที่ โดยจะมีเงื่อนไขทางด้านการจดทะเบียน และต้องขออนุญาตในการเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม จีนก็มีการเปิดตลาดมากขึ้นเพื่อให้ก้าวสู่สากล โดยรัฐบาลกำหนดหรือวางนโยบายไว้ ดังนี้
1) มีนโยบายผ่านคลายด้านการควบคุมราคา ด้านสินค้าหมุนเวียน ด้านทรัพย์สินเงินทุน
2) กำหนดให้วงการค้าปลีกมีการแข่งขัน
3) มีนโยบายส่งเสริมรูปแบบการขายปลีกที่ทันสมัยและมีการพัฒนา ตัวอย่างเข่น ในอดีตที่ผ่านมา รัฐบาลเห็นว่าร้านค้าปลีกแบบ chain store มีโอกาส ก็จะให้การสนับสนุนทางด้านภาษีและการเลือกทำเลที่ตั้ง เป็นต้น
3.3 สถานการณ์/ผลกระทบจากธุรกิจค้าปลีก่ขนาดใหญ่จากต่างประเทศและแนวทางแก้ไข
สถานการณ์ของจีนในธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่จากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในจีน ไม่แตกต่างจากประเทศไทย การดำเนินการใดๆ จะรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนก่อนตัดสินใจ โดยจีนเองได้สนับสนุนให้มีการจัดตั้งสมาคมขึ้น ทั้งสมาคมผู้ประกอบการที่เป็นร้านค้าปลีกขนาดเล็กและขนาดกลางและให้สมาคมเหล่านี้เข้ามามีบทบาทมากๆ โดยขณะนี้จะมีการเรียกประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นด้านต่างๆในการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้นโยบายทางเศรษฐกิจของจีน จะให้การสนับสนุนธุรกิจค้าปลีกของจีน ทั้งที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจ SMEs พร้อมทั้งมีการจัดตั้งศูนย์บริการ SMEs นครเซี่ยงไฮ้ เพื่อให้เงินกู้และเงินชดเชยดอกเบี้ย
4. การศึกษาดูงานห้างสรรพสินค้า Shanghai Orient Shopping Center
Mr. Xu Zong Fan รองผู้จัดการใหญ่ห้างสรรพสินค้า Shanghai Orient Shopping Center ได้บรรยายสรุปการดำเนินกิจการห้างสรรพสินค้า Shanghai Orient Shopping ดังนี้
ห้างสรรพสินค้า Shanghai Orient Shopping เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างกลุ่มธุรกิจฮ่องกงและกรมพาณิขย์ที่ 1 นครเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งเมื่อ 10 มกราคม 1993 ทุนจดทะเบียน 37.44 ล้านหยวน ได้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นห้างสรรพสินค้าระดับ Hi-end ขายสินค้า Brand name ทั้งสิ้น โดยสินค้าส่วนใหญ่จะนำเข้าจากต่างประเทศ ห้างฯ มีพื้นที่กว่า 20,000 ตารางเมตร สูง 6 ชั้น ชั้นใต้ดิน ซุปเปอร์มาร์เก็ตและสินค้าอุปโภคบริโภค ชั้นที่ 1 ศิลปหัตกรรมและของที่ระลึก ชั้นที่ 2 เสื้อผ้าสตรี ขั้นที่ 3 เสื้อผ้าบุรุษ ชั้นที่ 4 ของใช้ประจำบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้า ชั้นที่ 5 ของใช้เบ็ดเตล็ดและเครื่องกีฬา การซื้อสินค้าจะมีบริษัทลูกทำหน้าที่ Import และทุกปีจะมีคณะจัดซ้อไปซื้อสินค้าที่ต่างประเทศ ซึ่งสินค้าจากประเทศไทยก็มี ได้แก่ เครื่องดีบุก และเครื่องใช้ไฟฟ้าชื่อญี่ปุ่นแต่ผลิตในไทย ผลการดำเนินงาน ในปี 1993 ขาดทุน แต่ตั้งแต่ปี 1994 – ปัจจุบัน มีกำไรเฉลี่ยปีละ 30 ล้านหยวน และในปีนี้คาดว่าจะทำกำไรได้ประมาณ 50 ล้านหยวน (ขณะนี้ได้กำไรไปแล้ว 45 ล้านหยวน)
คณะผู้แทนไทยไทย ได้สอบถามว่าการที่มี Supercenter ขนาดใหญ่มาตั้ง มีผลกระทบต่อการดำเนินงานของห้างบ้างหรือไม่ ซึ่ง Mr. Xu กล่าวว่ามีผลกระทบบ้าง เนื่องจากตำแหน่งทางการตลาด (positioning) ต่างกัน supercenter ขนาดใหญ่ขายสินค้าธรรมดาและเป็นระบบ self-service ส่วนของห้างฯ ขายสินค้าคุณภาพสูงและมีการบริการที่เป็นเยี่ยม อีกทั้งจีนมีการควบคุมโดย
1) ต้องของอนุญาตเพื่อประกาบการค้าปลีก
2) ที่ตั้งห้างค้าปลีกต้องสอดคล้องกับผังเมืองเซี่ยงไฮ้ ซึ่งมีวงแหวนในและวงแหวนนอก ซึ่งพื้นที่ภายในวงแหวนใน จะไม่อนุญาตให้สร้างห้างค้าปลีกอีกต่อไป
นอกจาก supercenter ขนาดใหญ่แล้วในเมืองเซี่ยงไฮ้มีห้างสรรพสินค้าที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 20,000 ตารางเมตรขึ้นไป ที่แข่งขันกันอยู่มากกว่า 100 แห่ง ซึ่งหากจัดอันดับห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่มียอดขายสูงห้าง Shanghai Orient Shopping Center จะอยู่อันดับ 3 รองจากห้างเยาฮัน และห้าง Number One
Mr.Xu กล่าวต่อว่า ห้างฯ จะมีการจัดงานสัปดาห์สินค้าคุณภาพดีจากต่างประเทศเป็นรายประเทศ กว่า 20 ประเทศทุกปี เช่น งานสัปดาห์สินค้าอิตาลี สินค้าฝรั่งเศษ ฯลฯ เพื่อเผยแพร่สินค้าและขนบธรรมเนียมของประเทศนั้นๆ โดยเป็นการดำเนินงานร่วมกับสถานฑูต หรือฑูตพาณิชย์ของประเทศนั้นๆ โดยทางห้างฯ จะส่งคณะเข้าไปคัดเลือกสินค้าและศึกษาขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมต่างๆ เพื่อกลับมาออกแบบการจัดงาน ซึ่งในการจัดแต่ละครั้งต้องใช้เวลาเตรียมงานถึง 6 เดือน ทั้งนี้ทางคณะไทยและกงสุล (ฝ่ายการพาณิชย์) ณ นครเซี่ยงไฮ้ เจรจาถึงโอกาสที่จะให้ทางห้างจัดงานสัปดาห์สินค้าไทย ซึ่งทางห้างฯ แสดงความยินดีที่จะให้ความร่วมมือ และมีความเห็นว่า การจัดงานแสดงสินค้าเป็นวิธีการที่ดีมาก มีความเสี่ยงน้อยและได้ผล
5. การศึกษาดูงานศูนย์การค้าครบวงจร Super Brand Mall
ดร.สมคิด ตันทัดวาณิชย์กุล ประธานบริษัท Shanghai Kinghill จำกัด ในเครือ CP ผู้ดำเนินกิจการศูนย์การค้าครบวงจรในนาม “Super Brand Mall” ได้บรรยายความเป็นมาของ Super Brand Mall สรุปได้ว่า
Super Brand Mall ตั้งอยู่ในเขตผู่ตง (เซี่ยงไฮ้ฝั่งตะวันออก เป็นเขตเมืองใหม่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้เป็นศูนย์กาลางทางการเงินและการค้า) เป็นกิจการของคนไทย ถือหุ้นโดยกลุ่ม CP 100% ใช้เงินลงทุนประมาณ 400 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็น Mall ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศจีนมีเนื้อที่ 240,000 ตารางเมตร ทีทั้งหมด 10 ชั้น และชั้นใต้ดิน 3 ชั้น ชั้นใต้ดินที่ 1 และ 2 เป็นที่ตั้งของ Lotus Supercenter ชั้นบนดินตั้งแต่ชั้นที่ 1-4 เป็นส่วนของห้างสรรพสินค้า (ขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุง) และศูนย์การค้าให้เช่าพื้นที่ ซึ่งมีกิจการไทยเช่าอยู่ 2 กิจการได้แก่ Sabina และหอแว่น โดยหอแว่นเป็น joint venture กับฮ่องกงและสิงคโปร์ ชั้นที่ 5 เป็นศูนย์อาหาร ชั้นที่ 6 เป็นซูโจววอร์ค มีร้านน้ำชาแบบจีนโบราณ ชั้นที่ 7 เป็น Festival Zone ชั้นที่ 8 เป็นโรงภาพยนต์ ชั้นที่ 9 เป็น Exhibition Hall และชั้นที่ 10 เป็นชั้นรับรองแขกพิเศษ
ทั้งนี้ การจะทำการค้าปลีกในประเทศจีน จะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบการค้าปลีก และถ้าเป็นต่างชาติไม่สามารถจะเข้ามาตามลำพังได้ต้อง joint venture กับฝ่ายจีน ซึ่งอาจเป็นบริษัทท้องถื่นหรือรัฐบาลท้องถิ่นก็ได้ แต่ในส่วนของ Super Brand Mall กลุ่ม CP ได้รับเชิญให้มาลงทุนในเซี่ยงไฮ้ และได้รับการส่งเสริมการลงทุนจึงได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องร่วมทุนกับฝ่ายจีน และถ้าเป็นร้านค้าที่เช่าพื่นที่ใน Super Brand Mall สามารถใช้ใบอนุญาตของ Shanghai Kinghill ได้ เช่นในกรณีของ sabina และหอแว่น
การที่ผู้ประกอบการแฟรนไชส์ไทยจะเข้ามาทำธุรกิจในประเทศจีนนั้น ดร.สมคิด ให้ความเห็นว่า จะเข้าข่ายกรณีค้าปลีก คือไม่สามารถเข้ามาทำเองได้ต้อง joint venture กับฝ่ายจีน แต่ถ้าจะมาเปิดร้านค้าต้นแบบใน Super Brand Mall โดยใช้ใบอนุญาตของ Shanghai Kinghill นั้นทำได้ และก็ยินดีที่จะเป็นพี่เลี้ยงให้ด้วย สิ่งสำคัญคือ จะต้องมี Trade mark ซึ่งใช้เวลาในการจดทะเบียนประมาณ 1-1 ½ ปี และต้องเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคจีน ซึ่งเปลี่ยนแปลงเร็วมาก และโดยพื้นฐานของคนจีนไม่ว่าจะทำอะไรนั้น จะคิดเสมอว่าคุ้มหรือไม่คุ้ม
นอกจากนี้ ในเรื่องของการนำสินค้าเข้ามาในจีนนั้น จะมีต้นทุนที่สูงมากคือ เสีย vat นำเข้า 17% และ vat ค้าปลีกอีก 17% จะสู้ราคาไม่ได้ ถ้าจะให้ดี ผลิตในประเทศจีนจะดีกว่า สำหรับธุรกิจหรือสินค้าไทยที่ดูแล้วมีศักยภาพในการทำตลาดในจีน ได้แก่ อาหาร เครื่องหอม สมุนไพร และสปา สำหรับอาหารจะต้องจดอย. (ที่กรุงปักกิ่ง ค่าใช้จ่ายประมาณ 800 หยวน) และฉลากสินค้า ต้องเป็นภาษาจีน 90% ภาษาอังกฤษ 10%
6. การศึกษาสถาพการแข่งขันและธุรกิจการค้าปลีกในนครเซี่ยงไฮ้
นครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของประเทศจีน ตัวเมืองแบ่งออกเป้น 2 เขตใหญ่ๆคือ เขตผู่ตง หรือเชี่ยงไฮ้ฝั่งตะวันออก และเขตผู่ซี หรือเซี่ยงไฮ้ตะวันตก เขตผู่ตงเป็นเขตเมืองใหม่ที่ถูกพัฒนาเพื่อให้เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงิน ประกอบด้วยติกอาคารสมัยใหม่ มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในธุรกิจค้าปลีกทั้งขนาดใหญ่ ขนาดกลางและขนาดเล็ก มีศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า และ supercenter ขนาดใหญ่จำนวนมาก ทั้งที่เป็น Brand ต่างชาติ และ Brand ของจีน นอกจากนี้ยังมี Conveniece Store สมัยใหม่จำนวนมาก เป็น Brand ของจีนทั้งหมด โดยมี chain ใหญ่ๆ ประมาณ 7 chain ที่พบเห็นทั่วไป คือ
- ALLDAYS
- 21 Convenience Store
- QUIK
- KEDI
- GMA 85818
- C-Store
- LAWSON
ธุรกิจค้าปลีกในส่วนของ Convenience Store มีการแข่งขันกันเองมาก ในบางถนนจะมีถึง 4-5 ร้านติดๆกัน ในเขตผู่ตงไม่ค่อยมีร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม หรือโชว์ห่วย เนื่องจากเป็นเขตพัฒนา อาคารหรือสิ่งก่อสร้างเก่าๆ จะถูกรื้อทิ้งหมด
เขตผู่ซีเป็นเมืองเก่า ยังมีอาคารเก่าๆ และร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมให้เห็นบ้าง การแข่งขันจากห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ไม่มี จะมีเฉพาะการแข่งขันจากธุรกิจค้าปลีกขนาดเล็กด้วยกันเอง ตามถนนต่างๆ นอกจากจะมีร้านค้าปลีกแยยดั้งเดิมอยู่ทั่วไปแล้ว ยังมี Convenience Store ของ chain ต่างๆ ข้างต้นประกอบอยู่ด้วย บางถนนมีทั้งร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และ Convenience Store อยู่ติดๆกัน 3-4 ร้าน อย่างไรก็ตามนครเซี่ยงไฮ้เป็นเมืองเศรษฐกิจ ประชากรมีจำนวนมาก มีกำลังซื้อสูง อีกทั้งกิจการค้าปลีกก็ถูกควบคุมโดยรัฐบาล ร้านค้าปลีกหลายแห่งก็เป็นของรัฐบาล หรือเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐบาลกับเอกชน ทำให้สภาพปัญหาการแข่งขันไม่รุนแรงนัก







