Home แฟรนไชส์สากล แฟรนไชส์ประเทศจีน แฟรนไชส์หลังม่านไม้ไผ่ 1

แฟรนไชส์หลังม่านไม้ไผ่ 1

อีเมล พิมพ์ PDF


ถ้าพูดถึงเสือเศรษฐกิจแห่งเอเชียจะลืม ประเทศจีนไม่ได้เลย

          วันนี้เสือตัวใหญ่ได้ตื่นตัวเต็มที่พร้อมที่จะกระโดดออกสู่แวดวงค้าขายของโลกด้วยความมั่นคงเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยศักยภาพที่มีขนาดตลาดขนาดมหึมาทำให้ใครก็เบนเข็มไปสู่แผ่นดินใหญ่หลังม่านไม้ไผ่กันทุกธุรกิจ

          ถ้าพูดถึงแฟรนไชส์ ระบบงานที่เป็นเรื่องใหม่ของประเทศแถบตะวันออกทั้งหมด เมืองจีนก็เช่นเดียวกัน  การพัฒนาของระบบการค้าทั่วไป ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ธุรกิจแบบแฟรนไชส์ก็เติบโตร่วมไปด้วยทั้งในแง่ การตอบสนองของลูกค้า การลงทุน และกฏหมายข้อบังคับที่จัดสร้างขึ้นรองรับระบบแฟรนไชส์อย่างน่าสนใจ

          ข้อมูลด้านแฟรนไชส์ในประเทศจีนดูห่างใกลจากบ้านเรา แต่การศึกษาคราวนี้เพื่อให้มองเห็นการปรับตัวของภาครัฐกับธุรกิจแนวใหม่ที่มีระบบการบริหารงานมีขนาดใหญ่กว่ประเทศแถบเดียวกันนับสิบเท่า ว่าเขาได้วางรากฐานอย่างไร

          คงต้องเริ่มกันเสียก่อนว่าขนาดตลาดประเทศจีนนั้นเป็นอย่างไร

          ก่อนที่จะมีนโยบายการเปิดประเทศให้มีเสรีการค้าภายใต้แนวคิดที่เรียกว่า ไคฝ่าง (Kaifang) ผมอาจใช้เสียงผิดก็ได้ครับ เอาเป็นว่าเมื่อสิบห้าปีก่อนนี้ (ข้อมูลปี 2543 ) ระบบแฟรนไชส์ในจีนนั้นเรียกได้ว่า ไม่รู้ว่ามันคืออะไร กันเลย การค้าการขายนั้นยังถูกควบคุมโดยรัฐ รวมทั้งการลงทุนจากต่างชาตินั้นไม่สามารถทำได้เลยแม้ว่าปัจจุบันก็ยังเป็นไปด้วยความลำบากพอสมควร ดังนั้นการขยายตัวในระบบแฟรนไชส์ในจีนนั้นยังเยาว์ต้องได้รับการพัฒนาให้คล่องตัวอีกหลายด้าน เจ้าตลาดด้านแฟรนไชส์ที่สามารถเข้าไปเปิดตลาดบุกเบิกได้แก่ แมคโดนัลด์ McDonalds เคเอฟซี KFC แล้วก็ตามมาอีกมากมายเช่น ซับเวย์ Subway ที่เป็นธุรกิจแซนวิช,เคนนีโรเจอร์ Kenny Rogers Roasters ลุงเคนเจ้านี้ขายไก่ย่างโดยเฉพาะ, หรือ ร้านที่เราคุ้นเคยบ้านเราคือ A& W ร้านแบบร้านอาหารชื่อ American Chili & Spaghettis รวมทั้งร้านแบบฮาร์ดรอคคาเฟ่ Hard Rock Cafe บ้านเราปิดตัวไปแล้ว ทั้งหมดคงต้องบอกว่า การเปิดสาขาเป็นระบบพิเศษ ถ้าเรียกว่า แฟรนไชส์ก็คงยังใกลอยู่

           การขยายตัวกึ่งระบบร้านสาขามากกว่านี้ กระจายตัวทั่วไปในเขตส่งเสริม 35 เมืองเศรษฐกิจซึ่งเป็นรูปแบบการร่วมลงทุนกับบริษัทที่ได้รับอนุญาติจากรัฐบาลจีนประมาณสิบเก้าบริษัท มาจากการตกลงร่วมกันกับคณะทำงานของสหรัฐกับจีนชื่อยาวๆว่า Services Working Group of the U.S.-China Joint Commission on Commerce and Trade (JCCT) เป็นการทดลองร่วมการดำเนินธุรกิจร่วมกันก่อน ดังนั้นแฟรนไชส์ในขณะนั้นจึงเป็นธุรกิจครึ่งบกครึ่งน้ำ ทดลองทำกันไปก่อน คนที่เข้าไปบุกเบิกจึงอยู่ในภาวะเสี่ยงสูง แต่อเมริกานั้นรัฐบาลมีการผลักดันให้ธุรกิจให้ด้วยเพราะระบบแฟรนไชส์ของสหรัฐนั้นมีความสำคัญกับระบบธุรกิจของเขาอย่างมาก ดังนั้นการเจรจาระหว่างรัฐต่อรัฐจึงได้รับการสืบต่อ จนกระทั่งแนวคิดแบบแฟรนไชส์ได้รับการยอมรับรูปแบบเป็นทางการในช่วงปลายปี 2540 โดยมีกฎเกณฑ์ตามข้อบังคับที่เรียกว่า Franchise Regulation โดยกระทรวงการค้าระหว่างประเทศ Ministry of Internal Trade เป็นผู้รับผิดชอบ ระบบแฟรนไชส์จึงได้เริ่มเป็นรูปร่างจากช่วงนั้นมา
   
           การที่ประเทศจีนมีประชากรกว่า พันสามร้อยล้านคน มีประชากรรุ่นหนุ่มสาวอายุช่วงอายุยี่สิบ กว่า 413 ล้านคนที่มีวิธีการใช้ชีวิตรูปแบบทันสมัยมากขึ้น และรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากระบบเศรษฐกิจที่มีอัตราการขยายตัวสูง ซึ่งกลุ่มนี้คือ ลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจแฟรนไชส์ที่ดีมาก การที่มีการสร้างรูปแบบการลงทุนที่แม้เป็นการเริ่มต้นที่เริ่มขึ้น "Regulation on Commercial Franchise Business (For Trial Implementation)" ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดอีกระดับของประเทศที่ห่างใกลการค้ารูปแบบสมัยใหม่มานาน สิ่งนี้คือเครื่องมือที่จะปรับให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องและพัฒนาระบบการค้าขายของประเทศจีนเองได้อย่างก้าวกระโดด
  
           บ้านเราเองก็มีความหวังที่จะสร้างระบบธุรกิจแฟรนไชส์ให้มีสภาพที่สังคมโลกยอมรับ ข้างบ้านเราแบบมาเลเซียเองก็พัฒนาจนกระทั่งกฎหมายด้านแฟรนไชส์ได้รับการยอมรับเมื่อปี 1999 นี่เองซึ่งกว่าจะเสร็จก็ใช้เวลากว่า แปดปี แสดงว่าการสร้างระบบกฎเกณฑ์ต่างๆในธุรกิจระบบนี้ละเอียดอ่อนมาก และเนื่องจากแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพและผลกระทบต่อประชาชนอย่างมาก ขณะนี้เราต้องบอกว่ากฎหมายบ้านเรานั้นยังใช้กฎหมายใกล้เคียงก่อน ก็คงต้องค่อยๆพัฒนากันต่อไป จะว่าช้าแล้วดี หรือ เร็วแล้วดีกว่าก็ไม่ได้ เรื่องบางเรื่องต้องช้า เรื่องบางเรื่องต้องเร็วแต่ถ้าช้าก็อย่าช้าเกินไปเลยครับ ก็ช่วยกันตั้งความหวังว่าจะมีสิ่งดีๆทีพัฒนามากขึ้นกันต่อไปนะครับ ท่านที่เคารพ .