เนื่องจากสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาระบบธุรกิจแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบมามากกว่า 50 ปี ทำให้ระบบการควบคุมเพื่อสร้างมาตรฐานในธุรกิจค่อนข้างซับซ้อนมีกระบวนการควบคุมอย่างชัดเจนและมีโทษรุนแรง โดยสรุปจะมีการจัดระบบธุรกิจแฟรนไชส์ เริ่มจากกฎหมายการควบคุมธุรกิจ The FTC Rule ควบคุมโดยหน่วยงานที่ใช้ชื่อว่า Federal Trade Commissioner FTC ซึ่งกำหนดให้การนำเสนอขายระบบธุรกิจแฟรนไชส์ต้องมีการนำเสนอข้อมูลที่เรียกว่า UFOC Uniform Franchise Offering Circular ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอข้อมูลด้านต่างๆของแฟรนไชส์ซอร์ที่เรียกว่า Disclosure ให้กับผู้สนใจลงทุนมีรายละเอียดประมาณ 23 ข้อ นอกจากนั้นจะต้องมีการขึ้นทะเบียนการเป็นบริษัทแฟรนไชส์อีก 13 รัฐหากต้องการขยายเข้าธุรกิจเข้าไปในพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นกฎหมายระดับรัฐ State Laws เน้นให้มีการควบคุมด้วยการจดทะเบียนบริษัทในฐานะที่ดำเนินธุรกิจด้านแฟรนไชส์ (Registration and disclosure laws) และมีการควบคุมวิธีการทำการค้าระหว่างแฟรนไชส์ซีและแฟรนไชส์ซอร์ (Relationship laws) รวมถึงการกำหนดธุรกิจอีกรูปแบบที่คล้ายระบบแฟรนไชส์แต่อาจจะไม่มีกระบวนการหรือธุรกิจใหญ่เท่าเราเรียกว่า Business opportunity laws นอกจากกฎหมายของทั้ง 13 รัฐแล้วยังมีรัฐพิเศษคือ Florida Laws ที่มีการควบคุมพิเศษที่เรียกว่า Franchise Misrepresentation law รวมถึงข้อกฎหมายอย่างอ “Little FTC” Act และ Business Opportunity Sales Act ซึ่งต้องมีการดำเนินการให้ถูกต้องด้วยบริษัททางด้านกฎหมาย และบริษัทที่ปรึกษาวางแผนธุรกิจด้านแฟรนไชส์โดยเฉพาะ
แนวคิดการควบคุมธุรกิจแฟรนไชส์ The FTC Rule
เนื่องจากระบบธุรกิจแฟรนไชส์มีมูลค่าขนาดใหญ่และกระทบต่อนักลงทุนในหลายระดับ จึงมีหน่วยงานควบคุมการดำเนินงานเฉพาะที่ เน้นวิธีการนำเสนอข้อมูลระหว่างกันให้ถูกต้องเพื่อช่วยในการตัดสินใจการร่วมลงทุนด้วยกันอย่างไม่ผิดพลาด โดยกำหนดให้มีการนำเสนอข้อมูลต่างภายใน 10 วันก่อนมีการตกลงสัญญาซื้อขายระบบแฟรนไชส์ต่อกัน ส่วนรายละเอียดของการนำเสนอข้อมูลที่เรียกว่า UFOC นั้นจะมีประกอบด้วย 23 ข้อโดยมีรายละเอียดพอสังเขปสรุปให้เห็นเพื่อการจัดทำและเตรียมตัวของธุรกิจก่อนเข้ามาในประเทศสหรัฐดังนี้
• ข้อที่ 1-4 นี้ คือการเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการฟ้องร้อง, การสู้คดีในศาลที่ผ่านมา หรือที่กำลังดำเนินอยู่ต่อแฟรนไชส์ซอร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการฉ้อโกงหรือกฎหมายแฟรนไชส์ การที่มีคดีฟ้องร้องไม่ได้หมายความว่าแฟรนไชส์ซอร์นั้นไม่ดี (ในประเทศที่ใครก็สามารถฟ้องใครในเรื่องอะไรก็ได้) แต่แบบอย่างของการฟ้องจะจุดประกายความคืบหน้าในการสืบสาวเรื่องราวของแฟรนไชส์ซอร์เอง
• ข้อที่ 5 และ 6 จะมีข้อมูลรายละเอียดของค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ และรายละเอียดข้อมูลของการจ่ายค่า Royalty fee และค่าโฆษณา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องนำเสนอในรูปแบบที่เป็นระเบียบชัดเจน ให้ง่ายต่อการเปรียบเทียบกับแฟรนไชส์อื่น
• ข้อที่ 7 – 9 ประกอบด้วยการให้ข้อมูลด้านการลงทุนเพิ่มเติมที่อาจจะต้องใช้ในการดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ โดยอาจรวมถึงค่าธรรมเนียมในการอบรม, ติดตั้งและทำสต๊อก และค่าใช้จ่ายอื่นๆที่จะมีจนกว่าธุรกิจจะเริ่มทำกำไร
• ข้อที่ 10 เป็นข้อมูลด้านการลงทุน ซึ่งโดยมากแล้วแฟรนไชส์ซอร์จะช่วยแฟรนไชส์ซีให้ได้รับเงินลงทุนด้วยการกู้จากที่อื่นมากกว่าการใช้เงินลงทุนของแฟรนไชส์ซีโดยตรง
• ในข้อที่ 11 ซึ่งมีรายละเอียดของพันธะ/หน้าที่ที่แฟรนไชส์ซอร์มีต่อแฟรนไชส์ซี ส่วนใหญ่ก็จะรวมถึงการช่วยเหลือในการเริ่มต้นธุรกิจ และการสนับสนุนในรูปแบบต่างๆ ต้องมีรายละเอียดของการอบรม และคู่มือการปฏิบัติงาน หรืออย่างน้อยต้องมีสารบัญของคู่มือการปฏิบัติงานอยู่ใน UFOC
• ข้อที่ 12 เป็นเรื่องอาณาเขตที่ทำการค้าในการดำเนินธุรกิจ ป้องกันการแข่งขันกับแฟรนไชส์ซีรายอื่นหรือตัวแฟรนไชส์ซอร์เองผ่านทางจุดขายที่ไม่เป็นทางการ เช่น cart และ kiosk หรือการขายสินค้าของ แฟรนไชส์ซอร์ในซุปเปอร์มาร์เก็ต
• ข้อที่ 13 ครอบคลุมเรื่องเครื่องหมายการค้า และส่วนที่ 14 ระบุถึงเรื่องลิขสิทธ์, สิทธิบัตร และข้อมูลด้านความเป็นเจ้าของสิทธิต่างๆที่เกี่ยวข้อง เครื่องหมายการค้าใดๆ ที่อ้างโดยแฟรนไชส์ซอร์ควรจะจดทะเบียนไว้เพื่อประกันสิทธิของแฟรนไชส์ซีในการใช้เครื่องหมายดังกล่าวตลอดอายุสัญญา
• ข้อที่ 14-15 เป็นข้อตกลงในบทบาทหน้าที่ของแฟรนไชส์ซี เพราะแฟรนไชส์บางประเภทสามารถเติบโตได้โดยไม่ต้องมีเจ้าของดำเนินการเองขณะที่บางประเภทต้องการข้อผูกมัดของผู้ประกอบการที่เป็นตัวเจ้าของทำเอง การจะใช้วิธีใดก็ขึ้นอยู่กับประเภทของแฟรนไชส์นั้น แต่พันธะ/หน้าที่ใดๆที่แฟรนไชส์ซีจะต้องมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจจะต้องระบุอยู่ในส่วนนี้
• ส่วนที่ 16 -17 จะระบุข้อกำหนดต่างๆ ต่อสิ่งที่แฟรนไชส์ซีได้รับอนุญาตให้ขายได้ ส่วนที่ 17 จะระบุข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ การต่อสัญญา, การยกเลิกสัญญา การเปลี่ยน และ แนวทางการแก้ไขข้อขัดแย้ง “การต่อสัญญา, การยกเลิก สัญญา หรือการขายต่อ
• ส่วนที่ 18 รายชื่อของส่วนที่เกี่ยวข้องกับแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เป็นข้อมูลอ้างอิงกับบริษัท
• ส่วนที่ 19 ในทางกลับกัน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับการร้องเรียน และนี่ก็เป็นแหล่งข้อมูลหลักของข้อถกเถียง/ข้อขัดแย้งในการทำธุรกิจแฟรนไชส์ในหลายปีที่ผ่านมา
• ส่วนที่ 20 ซึ่งก็สำคัญเช่นกัน มีข้อมูลรายชื่อของจุดข่าย รวมทั้งชื่อ เบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของ แฟรนไชส์ซีในปัจจุบัน และส่วนที่ออกไปจากระบบ 3 ปีย้อนหลัง ติดต่อบุคคลเหล่านั้นทั้งส่วนที่เป็นแฟรนไชส์ซีปัจจุบันและเมื่อก่อน เพื่อดูว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับธุรกิจแฟรนไชส์และแฟรนไชส์ซอร์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ
• ส่วนที่ 21 ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะมันคืองบดุลของแฟรนไชส์ซอร์ย้อนหลัง 2 ปี ซึ่งจะเป็นตัวบอกคุณว่าบริษัทแฟรนไชส์นี้จริงๆ เป็นอย่างไร ในส่วนของ 2 ส่วนสุดท้าย
• ส่วนที่ 22 เป้นการบังคับให้มีการแนบสัญญาที่จะต้องให้แฟรนไชส์ลงลายมือชื่อ
• และ 23 จะประกอบด้วยเอกสารทั้งหมดที่แฟรนไชส์ซีต้องเซ็นต์เพื่อรับทราบข้อมูลทั้งหมดไว้แล้วจริง
จะเห็นได้ว่ารายละเอียดแต่ละเงื่อนไขนั้นมีมาก การจัดทำข้อมูลเพื่อนำเสนอดังกล่าวในการขึ้นทะเบียนการเป็นแฟรนไชส์ในแต่ละรัฐยังต้องได้รับการประเมินหรือการตรวจสอบด้วย การจัดทำ UFOC จึงมักจะต้องดำเนินการโดยบริษัทด้านกฎหมายหรือที่ปรึกษาแฟรนไชส์ รวมถึงเมื่อเวลาแต่ละปีผ่านไปจะต้องมีการปรับข้อมูลจริงเพิ่มขึ้นใหม่ด้วย ด้วยกฎหมายดังกล่าวนี้เองจึงเท่ากับเป็นการป้องกันธุรกิจแฟรนไชส์ของอเมริกาไม่ให้ธุรกิจนอกประเทศได้เข้าไปขยายงานในบ้านตัวเองไว้ชั้นหนึ่งด้วย.







