ถกโสร่ง

อีเมล พิมพ์ PDF

   
          ยังจำได้ว่าสมัยท่าน คึกฤทธิ์ ปราโมทย์ ที่เป็นปรมาจารย์ด้านต่างๆมากมายทั้งในเรื่องเขียนวรรณกรรมหรือว่าด้านการบริหารงานต่างประเทศรวมถึงเป็นผู้หนึ่งที่ได้เริ่มบุกเบิกในเรื่องการค้าภายในเขตแถบเอเชียและเรื่องหนึ่งที่ท่านได้พูดคุยถึงคือเรื่องของเขมร ที่จะเข้าไปเปิดแนวการค้าขึ้นคำว่า ถกเขมร เป็นคำเรียนแบบจากการแต่งตัวที่คนไทยสมัยก่อนนุ่งผ้าแล้วยกชายขึ้นมาเหน็บแถบเอวเรียกกันว่านุ่งผ้าแบบถกเขมรเป็นคำที่คนรุ่นผมเข้าใจอย่างดี  มาวันนี้ก็เลยขอใช้คำว่า ถก ซึ่งหมายถึงการพูดคุยแสดงความคิดเห็นเชิงลึกกันไว้บ้าง และถ้าจะสะใจก็เลยต้องประกอบกับรูปแบบการแต่งตัวด้วยการนุ่งโสร่งของชายชาวพม่าที่ดูแล้วแปลกตาสำหรับชาวเรา แต่น่าจะเป็นความรู้สึกสบายๆของชาวพม่าพอสมควร เรื่องวันนี้จึงกลายเป็น ถกโสร่ง ไปด้วยประการละฉะนี้....

          สหภาพพม่า หรือ สหภาพเหมี่ยนหม่า นั้นเป็นชื่อเต็มของพม่า BURMA ที่รวมเอาเจ็ดรัฐใหญ่เข้าบริหารเป็นประเทศ โดยชาติพันธ์ของคนในสมาพันธ์แล้วแตกต่างกันอย่างเช่น ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง มอญ กะฉิ่น ฯลฯ นี่ยังไม่รวมเรื่องของเผ่าเล็กๆที่มีอีกมากมาย การที่มีประชากรที่ต่างเชื้อชาติทำให้การบริหารประเทศแบบพม่านั้นจึงไม่ง่าย วันนี้การรวมการบริหารเข้าสู่ส่วนกลางที่มีรัฐบาลมาจากทหารเป็นส่วนใหญ่และเรียกตัวเองในภาพรวมว่า เมียนม่า  หรือ เหมี่ยนหม่า Mianma สำหรับจำนวนประชากรของเขามีราว 56 ล้านคน ถือได้ว่ามีตลาดขนาดกลางไม่เล็กไม่ใหญ่เกินไป เมื่อรวมประชากรในแถบอินโดจีนที่มี ไทย พม่า ลาว เขมร มาเลย์เชีย เวียตนาม ทำให้ประชากรในกลุ่มประเทศนี้ก็กลายเป็นตลาดที่มีกลุ่มผู้บริโภคไม่น้อยกว่า 300 ล้านคนเข้าไปแล้วตลาดที่สามารถเชื่อมโยงกันได้ด้วยภูมิประเทศและลักษณะของวัฒนธรรม อัตราการเติบโตที่เร่งวันเร่งคืนทำให้นักธุรกิจนักการตลาดจำเป็นต้องทำความเข้าใจและเตรียมพร้อมที่จะเริ่มวางแนวทางการค้าไว้ล่วงหน้า    พม่านั้นใช้เงินที่เรียกว่า จั๊ด หรือ เงินจ๊าด ไม่ใช่จ๊ากนะครับ ค่าเงินเนื่องจากเป็นประเทศปิด คือไม่เปิดการค้าร่วมกับบ้านอื่นเมืองอื่นเป็นทางการทำให้ค่าเงินเมื่อเทียบกับสากลแล้วยังสับสน แต่ถ้าลองเทียบกับค่าเงินไทยแล้วโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนลูกผสมคือ อัตราแลกเปลี่ยนที่ประกาศเป็นทางการและอัตราในตลาดชาวบ้านที่ใช้แลกกันหรือเรียกกันง่ายๆว่าตลาดมืดนั้น อยู่ที่ 1,000 จ๊าดเท่ากับ 36 บาทไทย หรือก็ตกในประมาณหนึ่งดอลลาห์ยูเอสนั่นแหละครับ ถ้าแลกตามอัตราที่ประกาศก็คือ หกจั๊ดต่อหนึ่งดอลลาห์ แต่คงไม่มีใครไปยอมแลกตามอัตราที่ว่าแน่นอน ดังนั้นเวลาอยู่ในพม่านั้นจึงดูเหมือนเศรษฐีใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ทิปพนักงานครั้งละไม่น้อยกว่าสองพัน และถูกใจมีให้ถึงเป็นหมื่นจ๊าดก็ย่อมทำได้ บางวันใช้เงินเพลินนับไปนับมาใช้ไปกว่าแสนจ๊าดต่อวัน โอ้โฮ......

          ระบบการศึกษาที่พม่านั้นจะมีการเรียนที่เร็วกว่าบ้านเรา ซักสองปี เรียกว่าถ้าเรียนระดับปริญญาก็จะใช้เวลาประมาณ 14 ปีขณะที่เราต้องเรียนกัน 16 ปี ดังนั้นเด็กพม่าจะเรียนจบปริญญาตรีจะอายุเฉลี่ย 20-21 ปีเท่านั้นการเรียนนั้นสอนเป็นภาษาพม่าก็จริงแต่ตัวหนังสือแบบเรียนใช้ภาษาอังกฤษหมด พม่าจึงเก่งภาษาอังกฤษจากเหตุดังกล่าวเพราะถ้าจะเรียนสูงๆแล้วไม่เข้าใจภาษาอังกฤษก็จะเรียนไม่ได้และด้วยเคยเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษมาทำให้ฐานภาษาต่างประเทศมีเชื้ออยู่บ้าง แต่ที่น่าแปลกก็คือ ป้ายต่างๆตามถนนหนทางนั้นแทบจะไม่เห็นอักษรภาษาอังกฤษจากการที่รัฐมีข้อห้ามไม่ให้ใช้ตามนโยบายต่อต้านอังกฤษหลังจากได้รับอิสรภาพ  คนจบปริญญาตรีที่นี่เมื่อเริ่มทำงานก็จะได้รับเงินเดือนประมาณ 2,500 บาทต่อเดือน ถ้าเป็นข้าราชการก็ประมาณสี่-ห้าพันบาทมากขึ้นมาหน่อย แต่ถ้าเป็นทหารจบจากโรงเรียนทหารในระดับเดียวกันก็จะมีเงินเดือนมากขึ้นประมาณ แปดพันบาท ทำให้ทหารหนุ่มทั้งหลายเป็นที่นิยมสำหรับสาวๆพม่าเป็นอย่างมากทั้งเท่และรวยครับ การแต่งตัวนักเรียนนักศึกษาพม่าก็จะเป็นเสื้อขาวแล้วนุ่งผ้าสีเขียวที่เริ่มตอนแรกผมเรียกว่า สะโหร่งนั่นแหละ แต่ถ้าเรียกให้ถูกต้องแล้วต้องเรียกว่า โลงจี ที่เป็นผ้าเย็บแบบผ้าถุงยาวประมาณสักสองเมตร ผู้หญิงกับผู้ชายจะใส่โลงจีเหมือนกันแต่ลายผ้าและวิธีการนุ่งไม่เหมือนกัน ผู้ชายนั้นจะม้วนปมอยู่ด้านหน้าแต่สำหรับผู้หญิงจะใช้พันรอบเอวเหน็บเอาไว้แทน

          การลงทุนของต่างชาติในพม่านั้นยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมเท่าไร จะมีญี่ปุ่นเข้าไปมากที่สุดแล้วก็มาเลย์ที่เริ่มเข้าไปสร้างฐานไว้บ้างรวมทั้งนักลงทุนชาวสิงคโปร์ ของประเทศไทยแม้จะมีการส่งสินค้าเข้าไปใช้มากมายเป็นเรื่องธรรมดาของสินค้าไทยที่ผ่านไปหลายทางโดยเฉพาะแถบชายแดนติดต่อ การค้าที่เห็นเป็นรูปร่างมากๆคือ หน่วยงานของซีพี ที่เข้าไปเปิดตลาด ทำระบบฟาร์มเกษตรเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ไก่ไข่ ปลา และก็คงขยายงานครบวงจรในเร็ววัน การค้าขายในพม่านั้นคงจะต้องจำเป็นมีนักธุรกิจที่เป็นชาวพม่าเองเข้าร่วมทำงานด้วยเนื่องจากเรื่องราวหลายอย่างนั้นเป็นเรื่องเฉพาะบ้านเขาพวกเราจะเข้าใจได้ยากกว่า และถ้าเป็นการค้าแบบคู่ค้าน่าจะดีกว่าการสร้างระบบหุ้นส่วน ปัญหาการค้าอาจจะเริ่มตั้งแต่เรื่องของค่าของเงินซึ่งเป็นปัจจัยแลกที่ทำให้เราหาค่ากลางในการยึดถือแลกเปลี่ยนหามาตรฐานยาก เวลาต้องมีการประเมินสินทรัพย์หรือมูลค่าในสิ่งของประกอบธุรกิจนั้นอาจจะผิดใจกันได้ เรื่องต่อมาคือ ระบบการใช้บริการด้านสถาบันการเงินนั้นเป็นไปได้ลำบาก หาธนาคารทำยายากสักหน่อย เอทีเอ็มไม่มีให้เห็นเลยครับ ส่วนการใช้บัตรเครดิตนั้นไม่ต้องพูดถึงยังไม่มี และเป็นเรื่องยากทีจะทำธุรกรรมตราบใดที่ค่าของเงินจั๊ดนั้นไม่เที่ยง มีเรื่องแปลกอีกอย่างก็คือ พม่านั้นมีเงินอีกรูปแบบที่ใช้สกุลที่เรียกว่า FEC (Foreign Exchange Currency) อัตราแลกเปลี่ยนของเงินสกุลนี้ที่รัฐบาลพม่าทำออกมากำหนดให้มูลค่าเท่ากับ ดอลลาห์สหรัฐเลยครับ แต่ใช้ได้ในพม่าที่เดียวแลกที่อื่นไม่มีใครรับ เป็นไปได้ที่ทางการพม่าต้องการสร้างความเสถียรของค่าเงินพม่าให้เป็นไปตามค่าดอลลาห์ สร้างความสะดวกที่ไม่ต้องแลกเปลี่ยนด้วยเงินจั๊ด เงิน FEC บางทีก็เลยเรียกเงินนักท่องเที่ยวหรือเอาไว้จ่ายเป็นเงินเดือนของคนต่างชาติที่เข้าไปทำงานในพม่า มากกว่าที่จะนำมาใช้ทางธุรกิจ การค้าทั่วไปก็เลยยังเป็นสกุลจั๊ด ร้านค้าร้านขายในเมืองก็ยังซื้อของได้ด้วยเงินไทยบาท หรือ ดอลลาห์ก็ย่อมได้เหมือนกัน


          ธุรกิจค้าขายในพม่านั้นยังเป็นตลาดดั้งเดิม แม้ในตัวเมืองเริ่มมีศูนย์การค้าบ้างแต่เรียกได้ว่าการพัฒนายังไปไม่ไกลเท่าที่ควรทั้งที่ตลาดพม่ามีความต้องการสูงเหมือนกับจีนสมัยเปิดประเทศใหม่ ร้านเสื้อผ้าเสือปืนไวแบบ จีโอดาโน หรือ จี 2000 จากฮ่องกงก็เริ่มเข้าไปทำตลาดแล้ว จะเห็นมีร้านของ A2Z เข้าไปบ้างแต่ไม่แน่ใจว่าเป็นร้านของจริงหรือเปล่า ร้านอาหารของไทยอย่างแบลคแคนยอนก็ไปเปิดในย่างกุ้งเช่นเดียวกัน การเข้าไปในตลาดพม่าขณะนี้

          แม้จะมีแรงการซื้ออยู่มากแต่ก็ต้องเน้นสินค้าที่อยู่ในระดับกลางไม่สูงมากนัก ราคาต้องไม่สูงเป็นเรื่องสำคัญจำเป็นต้องรอกำลังการซื้อที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป  ร้านขนมปังที่มีรูปแบบการค้าทันสมัยนั้นพอจะมีบ้างแต่ราคาถูกมากกาแฟแก้วหนึ่งตกประมาณ 600 จั๊ดถือว่าหรูแล้ว ถ้าเป็นกาแฟข้างทาง 200 จั๊ดก็พอหาได้แต่เป็นแบบข้างทางจริงๆนะครับ ขนมปังอย่างดีก้อนหนึ่งตกประมาณไม่เกิน 800 จั๊ด  ถ้าหาข้าวแกงต่อคนพม่าราคาต่อมื้อก็ไม่เกิน 1,000 จั๊ดประมาณ 36 บาทดังนั้นการเปรียบเทียบราคากับอัตราครองชีพจึงยังเหมาะกับสินค้าราคาที่ต้องต่ำจริง ยกเว้นธุรกิจที่จะเข้าไปรองรับนักท่องเที่ยวราคาจะมีการวางไว้อีกระดับ ซึ่งนักท่องเที่ยวหลักก็เป็นคนเอเชียนี่แหละ จะเห็นคนไทยไปท่องเที่ยวกันอยู่มากและมีนักท่องเที่ยวชาวยุโรปอเมริกันซึ่งเพิ่มขึ้นทุกปี สินค้าอุปโภคบริโภคนั้นถ้าเป็นของที่ทำจากไทยจะได้รับความนิยมมาก และเป็นสินค้ามีเกรดมากกว่าของที่ผลิตจากจีนเสียอีก เสื้อผ้าที่ราคาสูงจะต้องเขียน Made in Thailand  จึงจะได้ราคาทั้งๆที่อาจจะทำในพม่านั่นแหละ ดาราของไทยและละครทีวีคนพม่าติดกันงอมแงมด้วยเหมือนกัน สำหรับระบบการค้าเชิงทันสมัยอาจจะเริ่มน่าสนใจเฉพาะในเมืองท่องเที่ยวเป็นหลักและก็ต้องแก้ปัญหาเรื่องค่าของเงินการบริหารเงินทุนการนำเงินตราออกนอกประเทศเป็นหลักสำคัญที่ต้องหาวิธีการให้ได้เสียก่อน ภาครัฐเองก็น่าจะเป็นหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือได้ดีถ้าหากสนใจการลงทุนในพม่า

          ในพม่านั้นการขับรถจะใช้พวงมาลัยบังคับด้านขวาก็จริงแต่ยังขับชิดขวาอยู่ นึกแล้วงงใช่ไหมเพราะปกติบ้านเราจะขับชิดซ้ายไงแต่พวงมาลัยรถยนต์ไม่ใช่พวงมาลัยดอกมะลินะครับเขาจะให้อยู่ด้านขวาตามสากลเหมือนอังกฤษ แต่ถ้าขับรถในอเมริกาพวงมาลัยจะอยู่ด้านซ้ายแล้วก็ย้ายมาขับรถชิดขวาครับ ทีนี้ขับในพม่าก็กลายเป็นลูกผสม ขับแล้วงงเอามากๆ รถราที่วิ่งไปมาก็เก่าเอาเรื่อง บางคันใช้กันตั้งแต่สงครามโลกก็ยังมีวิ่งอยู่ หารถดีๆให้เห็นยากมาก ส่วนถนนหนทางถึงแม้จะเป็นลาดยางในตัวเมืองก็ยัง

 

          พอรับได้ครับแต่พอเป็นต่างจังหวัดออกนอกตัวเมืองแล้วจะมีหลุมบ่อให้คอยหลบหรือกระแทกให้หัวสั่นหัวคลอนกันพองาม ถ้าเทียบกับบ้านเราแล้วน่าจะพัฒนาช้าไปกว่า 20 ปีเห็นจะได้ การพัฒนาของพม่าคงต้องมีการตั้งหลักจากเรื่องการเมืองเป็นหลักแล้วเลยไปถึงเรื่องการวางนโยบายระดับประเทศวันนี้ประเทศพม่าถูกประกาศเป็นประเทศล้าหลังในการพัฒนาโดยสหประชาชาติ ซึ่งน่าจะเป็นอย่างนั้นทั้งๆที่มีทรัพยากรและวัฒนธรรมอย่างเหลือเฟือ แม้ว่าวันนี้

          พม่าได้เริ่มเปิดประเทศและนำเอาเรื่องของการท่องเที่ยวมาเป็นแกนนำในการพัฒนาชาติสร้างจุดเด่นและวางรูปแบบการค้าตามชาติเพื่อนบ้าโดยเฉพาะไทยมากขึ้น การบริหารจัดการประเทศของพม่านั้นอาจจะบริหารได้ยากกว่าจีนเสียอีกแม้พม่าจะมีพื้นที่เล็กกว่าแต่ความที่มีหลากชาติพันธ์ มีภาษาท้องถิ่นมากกว่าสองร้อยภาษา กลุ่มชาวเผ่าการปกครองที่พยายามแยกตัวอิสระทำให้ยากต่อการรวมเป็นหนึ่ง มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่พอสมควรและมีอิทธิพลด้านต่างๆเข้ามาอย่างไม่รู้ตัวตามเรื่องราวและแต่ละสมัยที่เกิดขึ้นอย่างอิทธิพลด้านศิลปะจากอินเดียเข้ามาในพม่าค่อนข้างมากจนสังเกตเห็นได้คงสืบเนื่องตั้งแต่สมัยอังกฤษครองเมืองและใช้รัฐบาลของอังกฤษที่ครองอินเดียอยู่ตอนนั้นเข้ามาบริหารประเทศไปด้วยก่อนที่จะมาแยกตัวภายหลัง ว่าไปแล้วเรื่องยาวเดี๋ยวจะกลายเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ไปเสียก่อน เอาเป็นว่าถ้าสังเกตเห็นรูปแบบพระพุทธรูปจะมีลักษณะคล้ายองค์พระในอินเดียด้วย ซึ่งต่างจากพระพุทธรูปในบ้านเราอย่างเห็นได้ชัด ศิลปะหัตกรรมก็มีส่วนบ้างที่เป็นรูปแบบอินเดีย จะต่างจากบ้านเราที่ให้รายละเอียดมากกว่า

          ความเจริญนั้นมีข้อไม่ดีอยู่อย่างหนึ่งก็คือ เมื่อเจริญขึ้นความเป็นมนุษย์ที่มีความละเอียดอ่อนในความคิดความรู้สึกก็จะลดไป ดังนั้นสำหรับพม่าที่ยังห่างความเจริญที่เราเรียกหาก็จะมีข้อได้เปรียบเรื่องนี้ทันทีเพราะความศรัทธาในศาสนานั้นมีสูงมาก ศูนย์รวมของคนทุกคนยังอยู่ที่วัดเป็นหลักบ้านเราเที่ยวห้างบ้านเขาเที่ยววัด การไปวัดเป็นกิจกรรมของครอบครัวที่ไปกันทุกคนเด็กเล็กวัยรุ่น วันเลยรุ่นล้วนวางเป้าหมายนัดพบกันที่วัดเป็นหลัก แต่ถ้าเป็นภารกิจด้านปลงร่างกายเมื่อดับสูญกลับไม่ใช้วัดให้ไปใช้สถานที่เฉพาะเพราะวัดนั้นถือว่าบริสุทธิ์เน้นกิจกรรมด้านธรรมะเป็นหลัก คนไปวัดเพื่อแสวงหาไปสวดมนต์ ไปนั่งสมาธิ นี่แหละครับชีวิตที่ยังถือว่าเป็นส่วนดีที่เห็นมากที่สุดของชนชาวเมียนม่า การสร้างบุญด้วยการสร้าง “พยา” หรือเจดีย์นั้นทำให้พม่าเต็มไปด้วยเจดีย์และวัดมากมายเป็นต้นทุนของวัฒนธรรมที่ยังไม่ได้ใช้เต็มที่ การทำบุญของชาวบ้านนั้นถือเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ทุกคนคนในระดับชาวบ้านจะกันรายได้ตนเองที่มีอยู่น้อยอยู่แล้วโดยให้สัดส่วนหนึ่งในสามเอาไว้ทำบุญ อีกส่วนให้พ่อแม่และส่วนสุดท้ายไว้ใช้เอง ฟังแล้วไม่คิดว่าเรื่องอย่างนี้จะมีในโลกที่ทันสมัยทางวัตถุอีกต่อไปแล้ว

          พม่าในสายตาชาวเอเชียนั้นยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดี ทุกฝ่ายเอาใจช่วยเพื่อให้รัฐพม่าได้หลุดเข้าสู่ระบบการค้า การเมืองและการพัฒนาที่เป็นสากลมากขึ้น ให้สามารถสร้างชาติให้กลับมาเป็นสนามการค้าเช่นเดียวกับ จีน เวียตนาม เขมรในเร็ววัน ด้วยศักยภาพของความเป็นเมืองพุทธและวัฒนธรรมอันงดงามที่ได้เปรียบ บ้านเราเองที่ใกล้ชิดที่สุดก็ควรได้รับผลจากการพัฒนาประเทศของพม่าก่อนใคร ถ้าการบริหารจัดการทั้งระดับประเทศโดยรัฐ และการดำเนินนโยบายการค้าที่ต้องเป็นผู้ให้ต่อเนื่องกับพม่า เรื่องดีๆก็จะเกิดขึ้นและกลายเป็น สุวรรณภูมิ ร่วมกันอย่างสง่าผ่าเผยได้ในที่สุด.