Home แฟรนไชส์สากล แฟรนไชส์ประเทศเวียดนาม แฟรนไชส์ต่างประเทศ: ตอน เวียตคิว

แฟรนไชส์ต่างประเทศ: ตอน เวียตคิว

อีเมล พิมพ์ PDF


          เฮลโล เวียตนาม เรื่องที่เคยคุยไปแล้ววันก่อน วันนี้อดไม่ได้ต้องกลับมาเล่าเรื่องคนเวียตนามกันต่อ

          หัวเรื่องที่เขียนไว้นั้นไม่ได้เขียนผิดนะครับ หลายคนอาจจะเคยได้ยินการเรียก คนเวียตนามในช่วงสงครามว่า เวียตกง นึกถึงคนตัวเล็กอดทน และ
สู้ยิบตา คำว่าเวียตกงเป็นคำเรียก กลุ่มนักสู้ทางความคิดกับคนอเมริกัน ที่ได้ยินแล้วก็ทั้งเกลียดและกลัว แต่ที่ผมจะเล่าสู่กันฟังวันนี้นั้นเป็นเรื่องของกลุ่มคนเชื้อชาติเดียวกันแต่มองอีกแง่มุม คำว่าเวียตคิว นั้นเป็นคำที่ใช้เรียกคนรุ่นใหม่ของ ชาวเวียตนามที่ครั้งสงครามต้องอพยพหนีตายไปอาศัยในต่างบ้านต่างเมือง ซึ่งมีเกือบทุกประเทศ ไปในรูปแบบของครอบครัวเดิมหรือ การไปก่อร่างสร้างตัวกับครอบครัวใหม่ต่างสัญชาติกันก็ได้ คนเวียตนามนั้นได้ชื่อว่า อดทน ขยัน ประหยัดและมีวินัยสูงสุด พร้อมที่จะสู้และยอมอดเพื่อวันข้างหน้า สิ่งที่ครอบครัวอพยพเหล่านี้ฝังใจก็คือ คำว่า พี่น้อยครอบครัวที่แยกจากกันด้วยน้ำตา และสัญญาว่าจะกลับคืนมาพบกันอีกครั้งในเชิงช่วยเหลือ

          เมื่อเวลาผ่านไป ครอบครัว เวียตนาม อพยพกลายเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศใหม่ กลายเป็นนักธุรกิจไฟแรง หรือพ่อค้าที่เริ่มมีฐานะ คนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในเมืองใหม่ อาจเป็นลูกผสมหรือสายเลือดเวียตกงแท้ๆก็ได้ แต่ทุกคนร่วมสร้างความทันสมัยดูดี ฐานะทางการเงินที่เข้มแข็งที่เกิดจากการอดออมของคนรุ่นแรกที่มาถึง ทำให้เด็กรุ่นถัดมาส่วนใหญ่มีการศึกษา และมีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบของการทำธุรกิจแบบใหม่อย่างดี คนเหล่านี้เปลี่ยนแปลงเชิงสังคมเป็นรูปธรรม แต่ในเชิงความรู้สึกนามธรรมที่ลึกซึ้งต่อบ้านเกิดเมืองนอนนั้นยังแน่นแฟ้น สายเลือดและสายน้ำตาที่เคยหลั่งไหลยังเตือนความรู้สึกลึกลงไป และมีเสียงดังขึ้นทุกขณะ คนเวียตนามเป็นคนรักครอบครัวซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพการณ์ของสงครามที่เกิดขึ้น ดังนั้นความรู้สึกที่ต้องกลับสู่มาตุภูมิจึงเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการ เมื่อประเทศของตนเปิดโอกาส ความแตกแยกเริ่มคลี่คลาย คนเหล่านี้จึงกลับสู่บ้านเดิมเร่งช่วยพัฒนาให้เข้าสู่ระบบสากลอย่างรวดเร็ว

          กลุ่มคนเหล่านี้นี่แหละครับ ที่เราขนานนามเชิงบวกว่า เวียตคิว นักรบทางธุรกิจที่ติดอาวุธสมัยใหม่สุด คือความคิด ความรู้ พร้อมทั้งเงินทุนที่กระโจนเข้าสู่โอกาสในประเทศอย่างรวดเร็ว จำนวนประชากรและความสมบูรณ์ของทรัพยากร ทำให้เวียตนามก้าวกระโดด เวียตคิวเป็นกำลังหลัก ต่างกลายเป็นนักธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ การมองเห็นระบบเศรษฐกิจยุคใหม่มาก่อน เป็นแนวทางนำให้เกิดแผนพัฒนาสังคม ธุรกิจได้ชัดเจน สังคมเวียตนามคล้ายกับสังคมจีน แต่มีวินัยและพร้อมทำธุรกิจมากกว่า มีความเข้าใจในกระบาวนการค้าเชิงประยุกต์มากกว่า การฉ้อโกงแม้จะยังมีแต่เทียบกับจีนแล้วน้อยกว่ามาก ประชากรของประเทศมีจำนวนที่น้อยกว่าจีน แต่มากพอที่จะดึงนักลงทุนเข้ามาได้ การสื่อสารดีกว่า คนในเมืองหลักของเวียตนามโดยเฉพาะนักธุรกิจสามารถสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษได้

          เวียตนามส่วนใหญ่ก็ยังนับถือ ศาสนาพุทธ เป็นคนมีเชื้อสายจากจีนเหมือนไทย โดยทั่วไปแล้วในเวียตนามจะเป็นสังคมเดิมที่เน้นเกษตรกรรม ความเป็นอยู่เหมือนกับประเทศไทย ถ้าเอาคนเวียตนามมายืนกับคนไทย ก็แทบจะแยกกันไม่ออก คนเวียตนามกับคนไทยเป็นเพื่อนกันได้เร็วกว่ากรณีคนไทยกับคนเอเชียที่พูดจีนได้ เนื่องจากมีการยอมรับมีมากกว่า สินค้าหลายตัวของไทยมีการขยายงาน ทั้งการสร้างโรงงาน ขายสินค้าเข้าไปทั้งที่ถูกต้องและการผ่านเข้าไปทางชายแดน โดยสามารถผ่านจากเส้นทางของลาว หรือเขมร ด้วยวิธีนี้นี่แหละทำให้คนเวียตนาม กินบะหมี่สำเร็จรูปของไทย ใช้แก๊ซหุงต้มตราปิคนิค รู้จักสบู่ยาสีฟันที่ผลิตจากไทย ดูหนังละครทีวีของไทย มีเพลงไทยให้ฟังไม่ยาก บางคนยังห้อยหลวงพ่อองค์เล็กจากไทยเสียด้วย การเดินทางจากกรุงเทพฯไปโฮจิมินท์ หรือ ฮานอยนั้นไม่ไกลเท่าไร การติดต่อสื่อสารสะดวก ไม่นานนักคงจะได้เห็นร้านอาหาร หรือร้านค้าต่างๆของไทยขยายเข้าไปเสียที แน่นอนครับ ตลาดเวียตนามคือ อีกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม. 

แก้ไขล่าสุด ( จันทร์, 12 พฤษภาคม 2008 15:45 )