คุยเรื่องแฟรนไชส์มาทั่วแดนแต่พอผมหันมาย้อนดูเรื่องเก่าๆที่เคยเล่ามาปรากฏว่าไม่เคยพูดเรื่อง ญี่ปุ่นกันให้เห็นแนวทางกันบ้างเลย ทั้งๆที่ญี่ปุ่นนั่นแหละที่เก่งจริงในเรื่องการขยายธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ แถมมีนวัตกรรมทางธุรกิจแฟรนไชส์ให้เห็นกันด้วย ไม่ว่าจะเป็นการเข้าไปเทคโอเวอร์บริษัทแฟรนไชส์มะกันแล้วมาปัดฝุ่นจนขยายตัวยิ่งใหญ่กว่าเดิม หรือการสร้างรูปแบบแฟรนไชส์แนวใหม่ที่น่าจะเป็นแนวทางในวัฒนธรรมของเอเชียด้วยเหมือนกัน วันนี้เลยถือโอกาสสาธยายเรื่อง แฟรนไชส์ในญี่ปุ่น ที่ดีที่สุดในเอเชียให้เห็นดีเห็นงามกัน
หลายคนคงเคยไปญี่ปุ่นมาบ้างและติดใจบ้านเมืองที่เป็นระเบียบแม้จะแน่นไปด้วยผู้คนมองไปทางไหนก็เห็นหัวดำไปหมด ทุกคนรีบเร่งแต่ก็มีระเบียบในตัว อาหารการกินสำหรับคนไทยเป็นเรื่องสบายและถูกปากไปหมด สินค้าต่างๆมีข้อแตกต่างร้านรวงมากมายแต่มีจุดขายในตัวของตัวเอง ร้านค้ามีวิธีการให้บริการและเคารพลูกค้าของตนเอง พิถีพิถันการให้บริการที่แสดงออกจากการใช้หีบห่อ การหยิบจับดูแลสินค้าที่ซื้อ คนญี่ปุ่นทันสมัยและมีวัฒนธรรมตัวเองลึกซึ้งไปพร้อมกันด้วย ด้วยระบบธุรกิจที่มีการพัฒนาต่อเนื่องคนที่นี่ทำงานเก่ง หาเงินเก่ง และเครียดครับ พอเครียดก็ต้องระบายและวิธีทางหนึ่งของการลดแรงกดดันก็คือ ใช้จ่ายกันเต็มที่ ตลาดญี่ปุ่นจึงพร้อมที่จะซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าถ้าหากพอใจและไม่เกี่ยงเรื่องราคาด้วยขอให้ดีแล้วกัน ตลาดญี่ปุ่นที่มีประชากร 127.7 ล้านคนนั้นจะมีกลุ่มที่เป็นผู้ใหญ่ที่มีอายุประมาณ 29 ปีขึ้นไปเป็นส่วนใหญ่ของกลุ่มคน และกลายเป็นตลาดที่สำคัญที่เป็นผู้ตัดสินใจการบริโภคตลาดที่มีทั้งจำนวนและคุณภาพ
ญี่ปุ่นนั้น เริ่มมีระบบแฟรนไชส์เข้ามาครั้งแรกตั้งแต่ปี 1960 ก่อนผมเกิดเสียอีก และก็เป็นประเทศที่พลิกตัวจากผลของสงครามด้วย การรับเอาเรื่องการขยายธุรกิจที่เป็นแนวคิดของตะวันตกมานั้นแรกๆก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ด้วยความที่ระบบแฟรนไชส์มีแนวคิดและวิธีการทำงานที่เป็นทีมงานที่เข้ากับลักษณะนิสัยคนญี่ปุ่นจึงมีการยอมรับแนวทางได้เร็วขึ้น อีกทั้งเรื่องของการถ่ายทอดความรู้การเป็นผู้ตามที่ดี มีวินัยของธรรมชาติการเป็นคนญี่ปุ่นเป็นตัวส่งให้การขยายแฟรนไชส์เห็นความสำเร็จได้ดี การยอมรับระบบงานที่เป็นแฟรนไชส์กระจายตัวได้เร็วกว่าที่คิดอย่างมาก ร้านที่เป็นระบบแฟรนไชส์ต่างชาติที่เริ่มเข้ามาทำตลาดในญี่ปุ่นเต็มรูปแบบก็เหมือนบ้านเราคือ แมคโดนัลด์ เคเอฟซี ซึ่งตอนนั้นยังใช้ชื่อว่า เคนตั๊กกี้ ฟลาย ชิคเก้นอยู่ และอีกรายก็คือ ดันกิ้นโดนัทเจ้าเดิม ทั้งสามรายนี้เสมือน หัวหมู่ทะลวงฟันในกองทัพธุรกิจแฟรนไชส์ของอเมริกันซึ่งจากผลการดำเนินการเห็นได้ว่าการขยายตัวไม่ได้พลาดเป้าหมายเลย วัฒนธรรมอเมริกาทรงอิทธิพลทางความคิดที่ทำให้คนญี่ปุ่นเห็นเป็นความทันสมัยช่วยให้อะไรที่มาจากอเมริกาได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจนกระทั่งในปัจจุบันส่งผลให้เกิดมีแฟรนไชส์ที่มาจากต่างประเทศรวมจากที่ต่างๆประมาณ 44 รายและก็เป็นที่แน่นอนว่ารายใหญ่ถึง 38 รายเป็นร้านแฟรนไชส์ที่ข้ามทะเลมาจากอเมริกา ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นบูมสุดขีดในช่วงปี 1980 แฟรนไชส์ทั้งที่มาจากต่างประเทศรวมถึงระบบแฟรนไชส์ที่พัฒนาขึ้นในญี่ปุ่นเองเริ่มมีมากตามความต้องการของคนใช้คนซื้อ การขยายระบบธุรกิจแฟรนไชส์ช่วยให้ธุรกิจคนญี่ปุ่นเติบโตได้ดีกว่า ทำให้เกิดความนิยมสร้างธุรกิจเข้าสู่ระบบแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอย่างมากและต่อเนื่อง การพัฒนากระบวนการทำงานในธุรกิจทั้งด้านอาหารที่เพิ่มจำนวนขึ้น หรืออย่างร้านสะดวกซื้อของญี่ปุ่นเองก็มีมากกว่า 16 รายต่างขยายธุรกิจด้วยระบบแฟรนไชส์ รวมถึงธุรกิจด้านการให้บริการต่างๆ ในช่วงนั้นระบบแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นมีการขยายตัวไม่น้อยกว่า 10% ทุกปี ตัวอย่างที่น่าสนใจในระบบแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นคือ กรณีของเซเว่นอีเลเวน ที่บริษัทอิโตโยกาโดะ Ito-Yokado ที่เป็นแฟรนไชส์ซีของเซเวนเองได้เข้าไปซื้อหุ้นในบริษัทแม่กว่า 70% ทำให้บริษัทเจ้าของเซเวนแฟรนไชส์ซอร์กลายเป็นของญี่ปุ่นในช่วงปี 1991 ด้วยความสามารถของการบริหารธุรกิจที่มีรายละเอียดอย่างมากของธุรกิจสะดวกซื้อ การบริหารวิธีการจัดการกับสินค้า การขนส่ง การบริหารหน้าร้านและการนำเอาเทคโนโลยีมาพัฒนาระบบการบริหารกลายเป็นเครือข่ายที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ความสำเร็จของธุรกิจแฟรนไชส์เซเว่นคือการประกาศตัวของระบบแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นได้อย่างภาคภูมิ นอกจากนั้นการพัฒนาธุรกิจด้านนี้ของร้านสะดวกซื้อรายอื่น ไม่ว่าจะเป็น มินิสตอป แฟมิลีมาร์ท ลอร์สัน ต่างก็พัฒนาต่อเนื่องบนระบบแฟรนไชส์
แฟรนไชส์ญี่ปุ่นยังเน้นหนักไปที่ธุรกิจด้านอาหาร มีไม่น้อยกว่า 40% ธุรกิจอาหารนั้นเป็นส่วนหลักในระบบแฟรนไชส์มีทั้งที่เป็นร้านจานด่วนอย่างเช่น ซูชิ ร้านอาหารจัดกล่องที่เรียกว่า เบนโตะ ร้านบะหมี่ ร้านจานด่วนประเภทเนื้อ รวมถึงแฮมเบอร์เกอร์ และไอศกรีม เป็นที่นิยมอย่างมาก นอกจากนั้นก็มีร้านอาหารเต็มรูปแบบรวมถึงร้านกาแฟ น้ำชา ผับบาร์ด้วย ส่วนต่อมาจะเป็นธุรกิจด้านร้านสะดวกซื้อที่มีประมาณ 32% ของธุรกิจระบบแฟรนไชส์ และสุดท้ายเป็นธุรกิจด้านบริการอย่างเช่น ร้านเสริมความงาม โรงเรียนติวเข้ม ภาษาต่างๆเป็นสัดส่วนประมาณ 28% จากข้อมูลของสมาคมแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเขาคาดว่ามีแฟรนไชส์ซีในญี่ปุ่น ประมาณ 220,710 รายหรือร้านค้า ถ้าดูแล้วจะเห็นว่าระบบแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นนั้นมีขนาดใหญ่กว่า มากจำนวนกว่าประเทศไทยเป็นหลายเท่าตัว และแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นวันนี้ก็ยังมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง ในช่วงปี 1980 ถึง 1990 มีการขยายตัวไม่น้อยกว่า 6-8% แม้ว่าปัจจุบันระบบเศรษฐกิจยังไม่ดีนัก และการขยายระบบธุรกิจแฟรนไชส์เริ่มเข้าสู่ภาวะเต็มตัวแล้วก็ยังมีการขยายตัวไม่น้อยกว่า 1.2% การขยายตัวของธุรกิจแฟรนไชส์ญี่ปุ่นเป็นแบบเงียบๆดูไม่ค่อยคุ้นตาแต่ถ้าพูดถึงก็พอมีคนรู้จักบ้าง ถ้าไม่นับแฟรนไชส์แบบเซเวน แฟมิลี่มาร์ มินิสตอปหรือ ลอร์สันที่เป็นร้านสะดวกซื้อที่มีมากมายในประเทศและขยายตัวไปในประเทศข้างเคียง ก็ยังมีร้านแฟรนไชส์อาหารแบบ โยชิโนยา(Yoshinoya) ร้านสกายลาร์ค (SkyLark)ร้านบะหมี่อิจิซันราเมน(Ajisan) ร้านเบอร์เกอร์มอส (MOS burger) เปปเปอร์ลันช์ (Papperlunch) เป็นต้น แฟรนไชส์ในญี่ปุ่นที่มีทั้งของในประเทศและต่างประเทศรวมกันแล้วมีประมาณ 1,100 บริษัท ซึ่งมีการเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3.1% ต่อปี
การขยายระบบแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นที่น่าสนใจอีกอย่างคือ วิธีคิดของคนญี่ปุ่นที่ต้องการปกป้องตลาดของตนเองจากการขยายระบบธุรกิจของแฟรนไชส์ต่างประเทศ เนื่องจากการพัฒนาแฟรนไชส์ในแต่ละประเทศจะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปด้วยเหมือนกัน ในญี่ปุ่นเริ่มจากการใช้วิธีการรวมตัวแบบวัฒนธรรมตัวเองเพื่อหาทางแข่งขันกับร้านชื่อดังที่เป็นสาขา วิธีการแบบนี้ญี่ปุ่นเรียกว่า แฟรนไชส์อาสาสมัคร หรือที่เรียกว่า Voluntary Franchise ลักษณะแฟรนไชส์เหล่านี้เป็นการรวมตัวแบบหลวมๆในระยะต้นของร้านที่มีอยู่แล้วในตลาดอย่างเช่น ร้านขายของชำในญี่ปุ่น การรวมตัวเกิดจากการตั้งเป็นคล้ายกลุ่มชมรมที่มีสมาชิกที่เป็นร้านค้าตกลงใช้ตรายี่ห้อเดียวกัน หรือมีการจัดการระบบสินค้าสั่งซื้อร่วมกัน มีการทำงานเป็นกลุ่มเชิงอาสาเพื่อให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันการค้าโดยรวมตัวกันขึ้น วิธีนี้เป็นการสร้างระบบแฟรนไชส์อีกแบบที่ยังไม่มีที่อื่นทำกัน ความคิดนี้ถ้าบ้านเราสามารถรวมตัวกันได้แล้วสร้างระบบนี้ขึ้นมากับร้านค้าที่มีอยู่แล้วในตลาดก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน แต่สงสัยว่าจะยากเหมือนกันครับ สำหรับญี่ปุ่นนั้นชอบสุภาษิตว่า รวมกันเราอยู่แยกกันเราตาย ...ส่วนเรานั้นถนัดตอนแยก และแตกตอนรวม
แฟรนไชส์ในญี่ปุ่นระยะหลังมีระบบการทำงานและการบริหารอย่างดี แม้แต่ร้านบะหมี่เล็กๆก็มีการออกแบบธุรกิจการสร้างกระบวรการสอนงานอย่างสมบูรณ์มากขึ้น การเป็นแฟรนไชส์ซีร้านบะหมี่นั้นอาจจะต้องมีการอบรมการทำธุรกิจไม่น้อยกว่าสามเดือนจึงจะอนุญาตการเปิดร้านแฟรนไชส์ได้ ยิ่งนานระบบแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นก็เริ่มอยู่ตัวสมบูรณ์แบบและกลายเป็นระบบงานหลักในการขยายธุรกิจพาณิชยกรรมของญี่ปุ่นด้วย ราคาแฟรนไชส์ที่จะเป็นมาสเตอร์แฟรนไชส์ของธุรกิจในญี่ปุ่นนั้นมีราคาตั้งแต่ 15-30 ล้านเยน หรือประมาณ 5-10 ล้านบาท ส่วนแฟรนไชส์ขนาดเล็กที่ขายในญี่ปุ่นนั้นก็มีมูลค่าเป็นล้านบาทต่อการลงทุนและต้องมีการจ่ายค่าบริหารรายเดือนเช่นเดียวกับระบบแฟรนไชส์มาตรฐาน เรียกได้ว่าราคาระบบงานแฟรนไชส์นั้นไม่น้อยหน้าแฟรนไชส์จากอเมริกาเลยครับ
กฎหมายแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นไม่ได้มีโดยตรงแต่ด้วยการสร้างกระบวนการคุ้มครองผ่านกฎหมายที่ว่าด้วย ธุรกิจค้าปลีก ที่เรียกว่า Retail Business Promotion Law ที่เน้นส่งเสริมรูปแบบการค้าปลีกสมัยใหม่ต่างๆ ในการควบคุมระบบแฟรนไชส์นั้นการคุ้มครองตามกฎหมายที่มีทำให้ญี่ปุ่นมีหน่วยงานของรัฐมาดำเนินการแทน เราเรียกสั้นๆ ว่า เมติ METI มาจาก Ministry of Economy Trade and Industry การทำสัญญาแฟรนไชส์ของญี่ปุ่นนั้นมีข้อกำหนดให้แฟรนไชส์ซอร์ต้องเปิดเผยและให้ข้อมูลแฟรนไชส์ซีก่อนตกลงเซ็นต์สัญญาเหมือนในสหรัฐที่มี UFOC ด้วย ข้อกำหนดการเปิดเผยนั้นมีจำนวนข้อน้อยกว่าคือ ประมาณ 14 ข้อกำหนดแต่เนื้อหาใกล้เคียงกับข้อกำหนดในกฎหมายแฟรนไชส์ของอเมริกา การผิดข้อกำหนดก็จะมีผลต่อการบังคับตามสัญญาเป็นโมฆะได้ ส่วนการคุ้มครองการปฏิบัติต่อกันระหว่างคนลงทุนและแฟรนไชส์ซอร์ก็ยังมีอีกข้อกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่อง การป้องกันการผูกขาด คือ Antimonopoly Act ก็เรียกได้ว่าระบบแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นนั้นมีทั้งเครื่องสนับสนุนและสร้างความเป็นมาตรฐานให้ธุรกิจได้อย่างดี เรื่องของกฎหมายนั้นมีรายละเอียดอีกมากแต่คงไม่ลงลึกนักในที่นี้
กระแสการนิยมทำธุรกิจแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นนั้นมีต่อเนื่อง และคนญี่ปุ่นมีรายได้ดีชอบที่จะท่องเที่ยวเป็นนักเดินทางตัวยงทำให้การรับรู้เรื่องราวตรายี่ห้อสินค้าในต่างประเทศดีไปด้วย เมื่อจะมีร้านแปลกจากทั่วโลกมาทำธุรกิจก็เป็นไปได้ที่ธุรกิจนั้นสามารถสร้างกลุ่มลูกค้าหรือมีคนรู้จักได้ไม่ยาก เพียงแต่ต้องเป็นสินค้าที่มีมาตรฐานเพียงพอ ข้อกำหนดการทำธุรกิจในประเทศนั้นไม่ยากนักแต่ต้องผ่านเรื่องของสุขลักษณะการกฎเกณฑ์ได้ด้วย การดำเนินธุรกิจจึงจะทำได้ โดยภาพรวมแล้วการสร้างตลาดในญี่ปุ่นสำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศเป็นไปได้เพียงแต่ต้องแน่จริง มีคุณภาพจริง พร้อมทั้งยอมรับการดัดแปลงยืดหยุ่นตามความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ได้ด้วย ระบบแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นเป็นแบบเดียวกับแนวคิดแฟรนไชส์มะกันที่เน้นเรื่องของความมั่นคงและทำธุรกิจระยะยาว ระยะเวลาสัญญาที่ใช้ในระบบค่อนข้างนานอาจจะให้ถึง 20 ปี แต่ก็ยังมีการต่อรองกันได้ คนญี่ปุ่นเข้าใจระบบแฟรนไชส์อย่างดี การรับสิทธิในระดับ พื้นที่ Area Franchise หรือ การเป็นมาสเตอร์ สามารถทำได้ ธุรกิจที่ต้องการขยายเข้าสู่ตลาดญี่ปุ่นถึงแม้มีโอกาสแต่ต้องมั่นใจในการบริหาร การจัดการ และระบบการถ่ายทอดอย่างดี คนญี่ปุ่นสนใจในรายละเอียดการทำงานอย่างมาก และต้องคำนึงเรื่องคุณภาพ แฟรนไชส์ที่ไม่พร้อม ทำงานแบบสุกเอาเผากินอาจจะสามารถใช้โชคส่วนตัวไปเกิดในตลาดยากๆแบบอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลียได้ แต่ถ้าเข้าไปในญี่ปุ่นมีสิทธิ์ม้วนเสื่อได้มากกว่ามากครับ และที่โหดสุดๆของการเจาะตลาดญี่ปุ่นคือ ค่าใช้จ่ายที่มากกว่าเราใช้จ่ายทั่วไปในประเทศอื่นถึงสามเท่า ยิ่งถ้าพูดถึงเรื่องค่าเช่าพื้นที่ ที่มีทั้งความยากในการหาทำเลแล้ว ราคาค่าเช่ายังมหาโหด ถ้ามีโอกาสสร้างระบบแฟรนไชส์บ้านนี้เมืองนี้จะต้องถือว่าการเลือกหาผู้ร่วมลงทุนและมีความเข้าใจในธุรกิจต้องอย่างดี ถึงเป็นเรื่องของความเก่งบวกความเฮงเอามากๆ เจอคนดีและเก่งไม่เรียกว่า เฮงแล้วจะเรียกว่าอะไร
ก็ถึงช่วงของการสรุปสักหน่อยครับ เราคงได้เห็นภาพการขยายงานธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศที่เป็นตัวอย่างทั้งด้านเทคโนโลยี การเป็นประเทศที่รักษาวัฒนธรรมรวมถึงการเป็นตัวอย่างของนักพัฒนาธุรกิจการทำงานความละเอียดต่อการทำงาน รวมถึงความเป็นทีมในแต่ละเรื่องของคนญี่ปุ่น ภาพของการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ยิ่งย้ำให้เห็นการเติบโตของธุรกิจด้านนี้ การพัฒนาของแฟรนไชส์ทั้งในและต่างประเทศที่สร้างสิ่งดีๆให้กับคนกินคนใช้ญี่ปุ่นคือ การยอมรับกระบวนการทำงานในวิธีคิดด้านแฟรนไชส์ที่สมบูรณ์ สังคมที่มีการพัฒนากระบวนการทางธุรกิจนั้นต่างต้องอาศัยวิถีของแฟรนไชส์เข้ามาช่วยเป็นวิธีเดียวที่ทำให้ธุรกิจขนาดใหญ่ที่แข็งแรงกว่ามาอุ้มชูธุรกิจขนาดเล็กที่มีทั้งกำลังกายและเชี่ยวชาญน้อยกว่า เส้นทางการพัฒนาระบบธุรกิจแฟรนไชส์ในญี่ปุ่นนั้นบ่งบอกถึงอนาคตของระบบนี้ในประเทศของเราด้วย ความเข้มแข็งของกระบวนการพัฒนาแฟรนไชส์กลายเป็นเครื่องมือวัดการเติบโตธุรกิจค้าปลีกของเราและการอยู่ร่วมกันของธุรกิจขนาดเล็กอย่างมีเป้าหมาย รวมทั้งการพัฒนาสังคมคุณภาพความเป็นอยู่ของเราไปด้วย ยิ่งเห็นญี่ปุ่นวันนี้และอดีตที่ผ่านมาแล้ว หลายคนก็น่าจะตัดสินใจเรื่องการสร้างธุรกิจให้เป็นระบบแฟรนไชส์ที่มีหลักการที่ถูกต้องเสียแต่เนิ่นๆ ทำไปแบบผ่านไปวันวัน หากขาดทั้งแผนงานและความตั้งใจที่ดีก็น่าจะหาอย่างอื่นทำเสียดีกว่าว่าไหมครับ...........







