เผลอนิดเดียวภายในไม่กี่ปีที่วิกฤตการณ์ผ่านไป นักธุรกิจเริ่มมองขนาดตลาดเอเชียที่มีโอกาสเจริญเติบโตด้วยจำนวนประชากรมหาศาล เพราะเมื่อไรก็ตามเกิดการรวมตัวของแนวทางการร่วมมือทางการค้า เช่น ถ้าตลาดจีนที่มีประชากรที่มากกว่า 1,300 ล้านคน ตามด้วยอินเดียที่มีคนมากกว่า 1,000 ล้านคนแล้วก็ถ้าไม่ลืมตลาดแบบรัสเซียที่นับวันจะโตขึ้นโตขึ้น
ดังนั้นจำนวนผู้บริโภคที่พร้อมจะรับสิ่งใหม่กับอัตราการเติบโตรายได้แม้ไม่มากแต่มีพฤติกรรมการจับจ่ายสูง รวมแล้วมากกว่า 5,000 ล้านคน ทำให้ตลาดของเอเชียการเป็นเป้าที่น่าสนใจทันที เราเองในฐานะประเทศหนึ่งที่มีบทบาทในเอเชียเอง โดยเฉพาะในภาคพื้นอินโดจีน ที่ไทยน่าจะมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางของการค้าในภูมิภาคได้ไม่ยากจึงจะต้องตื่นตัวให้มากที่สุด และที่สำคัญคือ บทบาทของการสร้างระบบแฟรนไชส์ให้เกิดการกระจายตัวในภาคพื้น
ประเทศที่น่าสนใจหลังจากมองตลาดจีนในช่วงที่ผ่านมาแล้ว ก็คือ ประเทศอินเดีย อย่าพึ่งคิดถึงเรื่อง งูกับแขกกันเสียก่อนละครับ เพราะความเป็นอินเดียวันนี้มีสิ่งดีๆให้ได้รับทราบและมองศักยภาพในการรองรับตลาดบ้านเราไม่น้อยกว่าประเทศแถบอเมริกาหรือจีนได้ทีเดียว เพราะว่าประเทศอินเดียนั้นโดยพื้นที่แล้วถือว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก ด้วยจำนวนประชากรที่มีมากกว่า 1 พันล้านคน และปัจจุบันเศรษฐกิจของอินเดียมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นเป็นอันดับที่ 2 ของโลก อินเดียถึงกับวางเป้าหมายที่จะสร้างประเทศให้สามารถแข่งขันได้ทางระบบเศรษฐกิจภายในปี 2020 ประเทศอินเดียนั้นมีความยิ่งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจเนื่องจากมีกำลังซื้อในประเทศที่มีประชากรวัยทำงานมากที่สุดในโลก – ประชากรกว่า 870 ล้านจากจำนวนพันกว่าล้านคน เป็นคนอายุน้อยกว่า 45 ปีซึ่งนี่คือ ตลาดที่สำคัญที่สุดของระบบการค้าในธุรกิจค้าปลีก มีลักษณะพฤติกรรมที่เป็นรูปแบบของการดำเนินชีวิตของสังคม นอกจากนั้นถ้าดูการขยายตัวของประชากรที่มีปรับตัวเป็นระดับกลางถึงบน (upper middle class) ที่รวดเร็ว หมายถึง มีคนมากกว่า 250 ล้านคนเริ่มมีเศรษฐกิจการเงินกำลังซื้อเพิ่มขึ้น อินเดียเริ่มมีคนที่มีรายได้สูงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ดังนั้นเป็นไปได้ว่าสักวันหนึ่งอินเดียจะเติบโตมากขึ้นและจะเป็นตลาดที่มีผู้บริโภคที่ใหญ่ไม่แพ้ตลาดอื่นๆในโลกภายในปี 2010
ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย
หลังจากที่อินเดียได้สร้างระบบการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มั่งคงมากขึ้นก็ส่งผลให้ ระบบเศรษฐกิจมีการเติบโตที่มั่นคงมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการลงทุนจากต่างประเทศ อินเดียเป็นประเทศที่ให้อิสระในการเข้าประเทศ รวมถึงรูปแบบการลงทุนไม่ซับซ้อน ระบบการนำเข้าและส่งออกมีพื้นฐานโครงสร้างที่ดีพอสมควร ระบบสาธารณูปโภคที่หลากหลายและมีโครงข่ายขนาดใหญ่เป็นแหล่งรวมของเทคโนโลยีที่ใหญ่ทันและสมัย อีกข้อดีก็คือ คนอินเดียนั้นเราก็รับรู้อยู่ว่าใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักในการดำเนินธุรกิจจึงเป็นข้อได้เปรียบเรื่องความสะดวกในการเจรจาติดต่อการค้า รวมทั้งอินเดียก็เป็นหนึ่งของการจัดตั้งข้อตกลงทางการค้าให้เป็นเขตปลอกภาษ๊ Free Trade Agreement
ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย – ภาพรวม
ระบบแฟรนไชส์ในอินเดียนั้นมีมูลค่ารวมมากกว่า 4%ของการรายได้ประชากรก็ถือว่ามีการใช้จ่ายในระบบแฟรานไชส์ค่อนข้างสูงสำหรับประเทศที่เริ่มพัฒนาระบบเศรษฐกิจ ในอินเดียเองมีผู้ประกอบการธุรกิจแฟรนไชส์มากกว่า 1,000 รายเป็นทั้งแฟรนไชส์ของอินเดียและเป็นแฟรนไชส์ที่มาจากต่างประเทศ มีธุรกิจเกือบทุกประเภท เช่น การศึกษา, ค้าปลีก, บริการ, สุขภาพ, อาหาร ฯลฯ โดยรวมแล้วมีแฟรนไชส์ซีมากกว่า 40,000 รายเท่ากับมูลค่าการลงทุนของแฟรนไชส์ซีในการซื้อธุรกิจแฟรนไชส์มีมากกว่า 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือตกเข้าไปกว่า 45,000 ล้านบาทไทย เท่ากับมากกว่าประเทศไทยเท่าตัว มีมูลค่าหมุนเวียนต่อปีในระบบแฟรนไชส์ในอินเดียอยู่ในช่วง 1,600 – 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (Total annual turnover)เท่ากับประมาณ เกือบแสนล้านบาท ทั้งระบบแฟรนไชส์มีการสำรวจพบว่า ในระบบแฟรนไชส์ทั้งหมดจะมีคนที่ทำงานในธุรกิจแฟรนไชส์ประมาณ 300,000 คน นั่นคือความยิ่งใหญ่ที่ซ่อนอยู่ที่เราอาจจะไม่เคยหันไปมองตลาดนี้มาก่อนเลย
รายชื่อธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีอยู่ในอินเคียนั้นที่ได้รับความนิยม เช่น Park Avenue, Color Plus, Provogue, ธุรกิจด้านอาหารเช่น Nirulas และ Sagar Ratna รองเท้า เช่น Liberty, Bata และ Woodland shoes แน่นอนที่ตลาดผู้บริโภคอินเดียกำลังได้รับความสนใจ จึงไม่เพียงแต่เฉพาะแบรนด์ท้องถิ่นเท่านั้นแบรนด์ต่างประเทศก็เฮโลกันเข้าไปสร้างตลาดเช่นเดียวกัน ตราที่คุ้นเคยเช่น Levi’s, Nike, Adidas, Mcdonalds, Dominos, Subway, Benetton, Marks & Spencer ก็ได้วางตัวแทนในอินเดียแล้ว หัวใจสำคัญในการเข้ามาดำเนินธุรกิจของบริษัทข้ามชาติเหล่านี้ก็คือ การใช้ระบบแฟรนไชส์เพื่อขยายสาขานั่นเอง
มูลค่าค่าธรรมเนียม
รูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในระบบแฟรนไชส์นั้นเป็นที่ยอมรับได้ ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Up-front Franchisee Fees) มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบคงที่ (Fixed)มีสัดส่วน 62% ยังมีวิธีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบ Incremental คือ ขึ้นอยู่กับขนาดการลงทุนประมาณ 36% ซึ่งอย่างนี้บ้านเราไม่ค่อยนิยมใช้กันเพราะค่อนข้างยุ่งยากกว่า ส่วนแฟรนไชส์แบบไม่มีค่าธรรมเนียมก็ยังคงมีให้เห็นเหมือนกันประมาณ 12% ของระบบ มูลค่าของค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าประมาณอยู่ในช่วง 2,000 – 10,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 80,000-500,000 บาทเป็นส่วนใหญ่ ถ้าจะมาในระดับ 10,000 – 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือช่วง 400,000- 1 ล้านบาทก็ยังมีบ้าง ส่วนค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บต่อเนื่องเป็นรายเดือน ที่เรียกว่าค่า รอยัลตี้ Royalty มักจัดเก็บตามยอดขายเป็นส่วนใหญ่ Percentage of Turnover และบางรายจึงจัดเก็บตามยอดกำไรของธุรกิจ Percentage of Profit มีบ้างที่จัดเก็บเป็นยอดคงที่เหมือนเป็นค่าบริหารจัดการที่เรียกว่า Fixed Fee
แนวโน้มธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย (Franchising Trends in India)
วิธีการเติบโตแฟรนไชส์ในอินเดียนั้นมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายจุด อย่างเช่นธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจใหม่ที่มีขนาดเล็กหรือกลาง ที่มีร้านสาขา(outlet)ไม่มากนักจำนวนแฟรนไชส์ที่มีสาขา1- 50 ร้าน ประมาณ 68% ของแฟรนไชส์ทั้งหมด และมีปะมาณ 22% ที่มีสาขาประมาณ51- 100 ร้าน ส่วนที่มีสาขาเกินกว่า 100 มีประมาณไม่เกิน 10%
ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจขนาดใหญ่ในอินเดียหลายธุรกิจก็หันมาใช้กลยุทธ์แฟรนไชส์ เพื่อการสร้างช่องทางตลาดขยาย out let ของตัวเอง การให้สิทธิในการเป็นMaster Franchise จากแฟรนไชส์ต่างประเทศก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับการสนใจจากธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศที่ให้สิทธิกับคนอินเดียที่มีศักยภาพในการดำเนินการ ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุนทุกที่ แฟรนไชส์ในอินเดียยังถือว่าเป้นธุรกิจใหม่ อายุของกิจการไม่มากนัก ธุรกิจภายในเองก็พึ่งเริ่มมีการพัฒนาโดยเฉลี่ยแล้วเปิดดำเนินการไม่เกิน 5 ปี แฟรนไชส์ที่อายุการดำเนินการ2-3 ปี ประมาณ38% และที่อยู่ระหว่าง 4-7 ปี มีอยู่ประมาณ 35% ของธุรกิจโดยรวม ส่วนที่มีอายุธุรกิจมากกว่า 8 ปีมีส่วนน้อยมาก
ธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย
ถ้าจะดูว่าธุรกิจแฟรนไชส์ของอินเดียด้านใดดีกว่าคงต้องบอกว่าเป็นด้านการศึกษา ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (developed economies) ธุรกิจการศึกษาในรูปแบบแฟรนไชส์มีจำนวนน้อย แต่ในประเทศอินเดียธุรกิจด้านการศึกษาและธุรกิจแฟรนไชส์ดำเนินไปด้วยกัน (hand in hand) จึงทำให้มีจำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ด้านการศึกษามากในประเทศอินเดีย เนื่องจากประเทศอินเดียมีขนาดใหญ่ จึงมีความต้องการของสถาบันการศึกษามากเพื่อที่จะกระจายได้ทั่วประเทศ ระบบแฟรนไชส์จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสถาบันการศึกษาในการขยายธุรกิจคนอินเดียขยันเรียนมากๆ ในขณะที่ระบบการศึกษาของรัฐไม่เพียงพอ (Poor Public Education Infrastructure) และการแข่งขันสูงเมื่อต้องการเข้าเรียนในระบบรัฐ และส่วนใหญ่คนอินเดียต้องการการศึกษาที่สร้างอาชีพดังนั้นความต้องการของโรงเรียนอาชีวะจึงมีมาก สถาบันด้าน Computer Training โรงเรียนกวดวิชา (Preparatory Education) หรือสถาบันสำหรับเด็ก (Kids Education) ส่วนการศึกษาด้าน IT อินเดียขณะนี้เป็นธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากมีมากแต่ดูแล้วก็ยังไม่หลุดจากกระแส และก็ คาดว่าน่าจะกลับเข้ามาสู่ตลาดใหม่อีกครั้ง
แฟรนไชส์ด้านค้าปลีก ถือว่าน่าสนใจเพราะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและสภาพธุรกิจแข็งแรง รูปแบบการขยายธุรกิจประเภทนี้จะเป็นระบบแฟรนไชส์ รวมถึงการรับบริหารที่เรียกว่า Management Contract คล้ายกับที่ร้านค้าปลีกสายพันธ์ไทยในบ้านเราใช้กันอยู่ซึ่งยังไม่ใช่ระบบแฟรนไชส์แท้ๆเพียงแต่มีรูปแบบร้านให้เท่านั้น การบริหารเจ้าของต้องดำเนินการเอง หรือ อาจจะใช้ในรูปแบบของการให้ใช้ตราร้านหรือการช่วยเหลือทางธุรกิจด้านการตลาดที่เรียกว่า Hybrid Format ก็มีให้เห็นกันในอินเดีย จึงถือว่ามีการขยายธุรกิจรูปแบบสาขาได้หลายวิธี นอกจากการขยายตัวด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีอย่างมากและรวมถึง แฟรนไชส์ด้านอาหารและเครื่องดื่มด้วย คนอินเดียมีการใช้จ่ายด้านอาหารค่อนข้างมาก ยิ่งเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น ธุรกิจด้านอาหารจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าลงทุนในระยะยาว
นอกจากนั้นยังมีแฟรนไชส์ทีเกี่ยวข้องกับบริการด้านสุขภาพ โดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าธุรกิจประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจประเภทนั้นจะเริ่มเพิ่มขึ้นมีส่วนแบ่งในตลาดเป็นมูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (4 trillion$) ในปี 2005 โดยประมาณการณ์ว่ามูลค่าตลาดของอินเดียจะอยู่ที่ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (US$1,600 million) และมีอัตราการเติบโตที่ 15-20% ต่อปี ธุรกิจในหมวดนี้จะเป็นประเภทของธุรกิจบริการด้านสุขภาพ Healthcare Services เช่น ศูนย์วิเคราะห์แลป Diagnostic Services ต่างๆ รวมพวกร้านยา Pharmacies การให้บริการสุขภาพทั่วไป และ ด้านความงาม สถานลดความอ้วนBeauty & Slimming ก็ได้รับความนิยมด้วย
แฟรนไชส์ต่างประเทศทำธุรกิจในอินเดียได้อย่างไร
เริ่มจากการเป็นเจ้าของธุรกิจเองทั้งหมด อาจเป็นลักษณะของการสร้างร้านต้นแบบขึ้นมาเพิ่อทดลองตลาด มีบางกรณีก็อาจใช้การร่วมลงทุน Joint Venture อินเดียต้องการวิธีการบริหารและแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในรูปของการทำการค้าอยู่แล้ว การให้สิทธิ (Licensing) หรือระบบแฟรนไชส์ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจกันดีในระบบการค้าการขาย แฟรนไชส์ในปัจจุบันนี้อาจแบ่งประเภทธุรกิจได้ประมาณ 9-10 ชนิดเช่น ด้านสุขภาพ/ความงาม,ธุรกิจเทคโนโลยี IT,ธุรกิจบริการ อินเตอร์เน็ท (cyber café/kiosk), การศึกษา ด้าน IT ด้านกวดวิชา/แฟชั่น,บันเทิง และที่มีมากก็คือ อาหาร/เครื่องดื่ม งบประมาณการลงทุน Average Investment Required นั้นก็ถือว่ามีการลงทุนในมูลค่าไม่สูงมาก อย่างเช่น ลงทุนที่ถือว่าเป็นการลงทุนค่อนข้างสูงคือ ประมาณ 20,000 – 40,000 เหรียญสหรัฐหรือมากกว่า 1-2 ล้านบาทโดยประมาณก็ยังมีมากถึง30% ของแฟรนไชส์ที่ลงทุนกัน ส่วนถ้าลงทุนประมาณ 2,000 – 10,000 เหรียญสหรัฐตกอยู่ที่ไม่เกิน ห้าแสนบาทไทยก็มีประมาณ21%ในระบบ ถ้าเป็นงบประมาณที่สูงถึง10,000 – 20,000 เหรียญสหรัฐคือประมาณต่ำกว่า 1 ล้านบาทมีอยู่ที่ 29% เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายต่างๆ การลงทุนของธุรกิจแฟรนไชส์ของอินเดียก็จะต้องมีการลงทุนในระดับล้านบาทขึ้นครับก็คงมีบรรยากาศการลงทุนใกล้เคียงกับบ้านเรานั่นแหละครับ
แฟรนไชส์ที่ต้องการลงทุนในต่างประเทศนั้นจะต้องคำนึง จุดคืนทุนของแฟรนไชส์ซี (Return on Investment to Franchisees) เป็นสำคัญจึงจะทำให้ธุรกิจแฟรนไชส์นั้นๆน่าสนใจหรือไม่ การลงทุนในแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของนักลงทุนเองมากกว่า เพราะ สถาบันการเงินยังมีปัญหาในการให้เงินทุนแก่แฟรนไชส์ซี แม้ว่าจะมีธนาคารอย่างเช่น Reserve Bank of India ประกาศให้เงินสนับสนุนอนุมัติอัตโนมัติสำหรับการชำระค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ในวงเงินมากถึง 2 ล้านเหรียญสหรัฐ และ/หรือ ค่า Royalty มากถึง 5% ของยอดรายได้สำหรับค่าธรรมเนียมหรือค่า Royalty ที่เกินกว่าจำนวนที่ระบุข้างต้น สามารถขอการอนุมัติได้จากธนาคาร ประมาณว่าพยายามส่งเสริมด้วยมาตรการทางการเงินแต่ก็ยังไม่ลงตัวช่างเหมือนบ้านเมืองสารขัณฑ์เหลือเกิน และเช่น เดียวกันกับบ้านเราคือ อินเดียยังไม่มีกฎหมายแฟรนไชส์ ข้อบังคับเป็นโครงร่างของกฎหมายและการวางกฎเกณฑ์ที่ให้แฟรนไชส์ซอร์เปิดเผยข้อมูลสำหรับแฟรนไชส์ซียังไม่มี
ถ้าจะต้องเปิดธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดียหรือ ประเทศใดก็แล้วแต่ สิ่งที่เป็นปัจจัยที่ทำให้การดำเนินธุรกิจแฟรนไชส์ในต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จได้นั้น ขึ้นอยู่กับการมีกลยุทธ์ในการทำการตลาดที่เหมาะสมสร้างการยอมรับในตราสินค้าได้ดี ควรจะต้องมีการวิจัยตำแหน่งการตลาด, สินค้า/บริการอย่างละเอียด (Research of market, product/service positioning) ที่สำคัญการคัดเลือกผู้ร่วมลงทุนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและสำคัญมากถ้ามีแฟรนไชส์ซีที่มีคุณภาพก็ถือว่า สำเร็จไปแล้วกว่าครึ่ง อย่างไรก็ตามการค้าขายต่างบ้านต่างเมืองนั้น เรื่องการเซ็นต์สัญญาที่ร่างและต่อรอง ต้องดำเนการอย่างรอบคอบ ทำให้ทั้งตัวแฟรนไชส์ซีและแฟรนไชส์ซอร์เข้าใจและเคารพข้อผูกมัดและความรับผิดขอบซึ่งมีต่อกันและกันและรวมถึงควรจะต้องจดทะเบียนป้องกันเครื่องหมายการค้า/บริการ/สิทธิบัตรต่างๆให้ครอบคลุมก่อนดำเนินการจริง







