แนวโน้มธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย (Franchising Trends in India) วิธีการเติบโตแฟรนไชส์ในอินเดียนั้นมีลักษณะคล้ายประเทศไทยหลายจุด อย่างเช่นธุรกิจแฟรนไชส์ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจใหม่ที่มีขนาดเล็กหรือกลาง ที่มีร้านสาขา (outlet) ไม่มากนัก จำนวนแฟรนไชส์ที่มีสาขา 1- 50 ร้าน ประมาณ 68% ของแฟรนไชส์ทั้งหมด และมีประมาณ 22% ที่มีสาขาประมาณ 51- 100 ร้าน ส่วนที่มีสาขาเกินกว่า 100 มีประมาณไม่เกิน 10%
ปัจจุบันเริ่มมีธุรกิจขนาดใหญ่ในอินเดียหลายธุรกิจก็หันมาใช้กลยุทธ์แฟรนไชส์ เพื่อการสร้างช่องทางตลาดขยาย out let ของตัวเอง การให้สิทธิในการเป็น Master Franchise จากแฟรนไชส์ต่างประเทศก็เป็นแนวทางหนึ่งที่ได้รับการสนใจจากธุรกิจแฟรนไชส์ต่างประเทศที่ให้สิทธิกับคนอินเดียที่มีศักยภาพในการดำเนินการ ปัจจุบันมีธุรกิจแฟรนไชส์กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้เพิ่มโอกาสให้กับนักลงทุนทุกที่ แฟรนไชส์ในอินเดียยังถือว่าเป็นธุรกิจใหม่ อายุของกิจการไม่มากนัก ธุรกิจภายในเองก็พึ่งเริ่มมีการพัฒนาโดยเฉลี่ยแล้วเปิดดำเนินการไม่เกิน 5 ปี แฟรนไชส์ที่อายุการดำเนินการ 2-3 ปี ประมาณ 38% และที่อยู่ระหว่าง 4-7 ปี มีอยู่ประมาณ 35% ของธุรกิจโดยรวม ส่วนที่มีอายุธุรกิจมากกว่า 8 ปีมีส่วนน้อยมากประเภทธุรกิจแฟรนไชส์ในอินเดีย
ถ้าจะดูว่าธุรกิจแฟรนไชส์ของอินเดียด้านใดดีกว่าคงต้องบอกว่าเป็นด้านการศึกษา ในประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว (developed economies) ธุรกิจการศึกษาในรูปแบบแฟรนไชส์มีจำนวนน้อย แต่ในประเทศอินเดียธุรกิจด้านการศึกษาและธุรกิจแฟรนไชส์ดำเนินไปด้วยกัน (hand in hand) จึงทำให้มีจำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ด้านการศึกษามากในประเทศอินเดีย เนื่องจากประเทศอินเดียมีขนาดใหญ่ จึงมีความต้องการของสถาบันการศึกษามากเพื่อที่จะกระจายได้ทั่วประเทศ ระบบแฟรนไชส์จึงเป็นทางเลือกที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดของสถาบันการศึกษาในการขยายธุรกิจคนอินเดียขยันเรียนมากๆ ในขณะที่ระบบการศึกษาของรัฐไม่เพียงพอ (Poor Public Education Infrastructure) และการแข่งขันสูงเมื่อต้องการเข้าเรียนในระบบรัฐ และส่วนใหญ่คนอินเดียต้องการการศึกษาที่สร้างอาชีพ ดังนั้นความต้องการของโรงเรียนอาชีวะจึงมีมาก สถาบันด้าน Computer Training โรงเรียนกวดวิชา (Preparatory Education) หรือสถาบันสำหรับเด็ก (Kids Education) ส่วนการศึกษาด้าน IT อินเดียขณะนี้เป็นธุรกิจอยู่ในช่วงขาลง เนื่องจากมีมาก แต่ดูแล้วก็ยังไม่หลุดจากกระแส และก็คาดว่าน่าจะกลับเข้ามาสู่ตลาดใหม่อีกครั้ง
แฟรนไชส์ด้านค้าปลีก ถือว่าน่าสนใจเพราะมีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็วและสภาพธุรกิจแข็งแรง รูปแบบการขยายธุรกิจประเภทนี้จะเป็นระบบแฟรนไชส์ รวมถึงการรับบริหารที่เรียกว่า Management Contract คล้ายกับที่ร้านค้าปลีกสายพันธ์ไทยในบ้านเราใช้กันอยู่ ซึ่งยังไม่ใช่ระบบแฟรนไชส์แท้ๆ เพียงแต่มีรูปแบบร้านให้เท่านั้น การบริหารเจ้าของต้องดำเนินการเอง หรืออาจจะใช้ในรูปแบบของการให้ใช้ตราร้าน หรือการช่วยเหลือทางธุรกิจด้านการตลาดที่เรียกว่า Hybrid Format ก็มีให้เห็นกันในอินเดีย จึงถือว่ามีการขยายธุรกิจรูปแบบสาขาได้หลายวิธี นอกจากการขยายตัวด้านธุรกิจค้าปลีกที่มีอย่างมากและรวมถึง แฟรนไชส์ด้านอาหารและเครื่องดื่ม ด้วย คนอินเดียมีการใช้จ่ายด้านอาหารค่อนข้างมาก ยิ่งเศรษฐกิจที่เริ่มดีขึ้น ธุรกิจด้านอาหารจึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและน่าลงทุนในระยะยาว
นอกจากนั้นยังมีแฟรนไชส์ทีเกี่ยวข้องกับ บริการด้านสุขภาพ โดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้ว่าธุรกิจประเภทนี้เติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก และมีการคาดการณ์ว่าธุรกิจประเภทนั้นจะเริ่มเพิ่มขึ้นมีส่วนแบ่งในตลาดเป็นมูลค่า 4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 4 million) ในปี 2005 โดยประมาณการว่า มูลค่าตลาดของอินเดียจะอยู่ที่ 1,600 ล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 1,600 million) และมีอัตราการเติบโตที่ 15-20% ต่อปี ธุรกิจในหมวดนี้จะเป็นประเภทของธุรกิจบริการด้านสุขภาพ Healthcare Services เช่น ศูนย์วิเคราะห์แลป Diagnostic Services ต่างๆ รวมถึงพวกร้านยา Pharmacies การให้บริการสุขภาพทั่วไป และ ด้านความงาม สถานลดความอ้วนBeauty & Slimming ก็ได้รับความนิยมด้วย
การจัดเก็บค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์
ว่ากันด้วยมูลค่าค่าธรรมเนียมและการจัดเก็บค่าธรรมเนียมนั้น อินเดียมีรูปแบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในระบบแฟรนไชส์เป็นที่ยอมรับได้ โดยค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์ (Up-front Franchisee Fees) ที่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแบบคงที่ (Fixed) จะมีสัดส่วนถึง 62% นอกจากนั้นยังมีวิธีการจัดเก็บ
ค่าธรรมเนียมแบบ Incremental คือ คิดค่าธรรมเนียมอัตราต่างๆ ขึ้นอยู่กับขนาดการลงทุน ซึ่งวิธีนี้มีถึง 36% ในระบบ การจัดเก็บดังกล่าวนี้บ้านเราไม่ค่อยนิยมใช้กันเพราะค่อนข้างยุ่งยากกว่า ส่วนแฟรนไชส์แบบไม่มีค่าธรรมเนียมก็ยังคงมีให้เห็นเหมือนกันประมาณ 12% ของระบบ ส่วนมูลค่าของค่าธรรมเนียมส่วนใหญ่มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้าอยู่ในช่วง 2,000 – 10,000 เหรียญสหรัฐหรือประมาณ 80,000-500,000 บาทเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นช่วง 10,000 – 20,000 เหรียญสหรัฐ หรือช่วง 400,000- 1 ล้านบาทก็ยังมีไม่น้อย ส่วนค่าธรรมเนียมที่จัดเก็บต่อเนื่องเป็นรายเดือน ที่เรียกว่าค่า รอยัลตี้ Royalty มักจัดเก็บตามยอดขายเป็นส่วนหลัก (Percentage of Turnover) และบางรายจึงจัดเก็บตามยอดกำไรของธุรกิจ (Percentage of Profit) มีบางธุรกิจที่จัดเก็บเป็นยอดคงที่เหมือนเป็นค่าบริหารจัดการที่เรียกว่า Fixed Fee







