Home ติดต่อเรา Webboard สวัสดีปีกระต่ายแฟรนไชส์ไทย

สวัสดีปีกระต่ายแฟรนไชส์ไทย

อีเมล พิมพ์ PDF

ในทุกปีการเข้าใจสภาวะธุรกิจที่ผ่านจากกระบวนการสำรวจวิจัยในธุรกิจแฟรนไชส์ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สำคัญมากต่อการวางแผนธุรกิจของระบบแฟรนไชส์ เช่นเดียวกันสำหรับการศึกษาสภาวะธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศไทยประจำปี2554ครั้งนี้ พบว่า แนวโน้มของการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์มีภาพชัดเจนมากขึ้น นอกจากนั้นในปีนี้ผู้วิจัย ได้ทำการสำรวจปัจจัยในการลงทุนธุรกิจแฟรนไชส์ ของผู้สนใจธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อทำความเข้าใจในวิธีการคิดและทัศคติต่อระบบแฟรนไชส์ร่วมด้วย การวิจัยครั้งนี้สามารถนำเสนอแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและสภาพอุตสาหกรรมด้านธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศไทยชัดเจน

ธุรกิจแฟรนไชส์ เริ่มเป็นแนวทางของการลงทุนในธุรกิจของคนรุ่นใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากแนวคิดการสร้างธุรกิจด้วยตนเองเช่นที่ผ่านมา ในระบบสังคมที่มีความเข้าใจและสามารถลงทุนได้เริ่มมองเห็นแนวทางการลงทุนด้วยระบบแฟรนไชส์เพื่อช่วยลดความเสี่ยงในการจัดการธุรกิจได้

มุมมองต่อภาพรวมธุรกิจแฟรนไชส์ในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซี – พัฒนาดีขึ้น อายุสัญญายาวขึ้น การลงทุนขนาดใหญ่ขึ้น

โดยภาพรวมแล้วธุรกิจแฟรนไชส์ของประเทศไทยมีลักษณะพื้นฐานที่แสดงถึงความพร้อมในการขยายธุรกิจในระบบแฟรนไชส์ เช่น มีรูปแบบการจัดร้านที่เป็นลักษณะเดียวกัน มีการจัดการด้านการตลาดการกำหนดกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย สร้างจุดเด่นในธุรกิจ การสร้างความมั่นคงให้กับธุรกิจ รวมทั้งการจัดทำระบบแฟรนไชส์มีความมั่นใจต่อตัวระบบเชื่อมั่นว่า ธุรกิจสามารถเติบโตต่อเนื่องได้จริง ปัจจุบันถือว่ามีความมั่นคงและมองว่าเป้าหมายโครงการการพัฒนาระบบแฟรนไชส์นั้นมีความชัดเจนและมีความเป็นไปได้

ขนาดของธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งระบบมีการเพิ่มขึ้น 11.7% โดยประเมินจากการเพิ่มจำนวนของธุรกิจแฟรนไชส์เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ในปีที่ผ่านมา จากปี 52 มีทั้งสิ้น 416 ธุรกิจและปี 53 มีทั้งสิ้น 514 ธุรกิจเพิ่มขึ้น 53 ธุรกิจคิดเป็น 11.7% (ทั้งนี้ไม่รวมจำนวนธุรกิจที่เป็น ไขอาชีพ) ในสหรัฐอเมริกา ตัวแปรที่ใช้ทำการศึกษาการเติบโตของระบบแฟรนไชส์ คือ ผลต่างของจำนวนระบบแฟรนไชส์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ และที่ออกไปจากตลาด (net effect of entry and exit) เพื่อประเมินการเติบโตของระบบแฟรนไชส์โดยรวม และจากการศึกษารูปแบบการประเมินธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศต่างๆสรุปว่า การเติบโตของจำนวนระบบแฟรนไชส์ Copyright © 2011 Peerapong Kitiveshpokawat ที่ตั้งขึ้นมาใหม่นั้นสามารถใช้เป็นตัวชี้วัด (Indicator) ของการเติบโตของธุรกิจระบบแฟรนไชส์โดยทั่วไปได้ (Lafontain, 1995)

ขนาดตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ประเทศไทยปี 2553

จากข้อมูลการประเมินมูลค่าตลาดของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยนั้นเพิ่มขึ้นจากการขยายตลาดธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีความเข้มแข็ง และมีผลการประกอบการดีในช่วงสุดท้ายของปี ทำ
ให้มูลค่าตลาดรวมเพิ่มขึ้นเป็น 161,016 กว่าล้านบาท ทั้งนี้การประมาณการยอดขายเน้นเฉพาะธุรกิจที่ประกาศขายหรือดำเนินงานในธุรกิจแฟรนไชส์จริงๆ ไม่นับธุรกิจที่เป็นการลงทุนจากการซื้อแฟรนไชส์เข้ามาในประเทศ และไม่ได้ทำตลาดด้านแฟรนไชส์ เช่น กลุ่มโรงแรมขนาดใหญ่ที่เป็นระบบ chain เป็นต้น

การสำรวจพบว่าจำนวนสาขาในระบบแฟรนไชส์มีสาขารวมทั้งสิ้น 26,922 ร้านสาขา จำนวนธุรกิจแฟรนไชส์ทั้งสิ้น 570 บริษัทประกอบด้วยธุรกิจที่เป็นแฟรนไชส์ 514 และธุรกิจไขอาชีพ 56 ธุรกิจ มีธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีสาขา 427 ธุรกิจ และที่ยังไม่มีสาขาถึง 136 ธุรกิจ

 ตารางการสำรวจประเภทธุรกิจ

 

ระยะเวลาของธุรกิจในการก่อตั้ง (ปี) พบว่าค่าเฉลี่ยของธุรกิจนั้นมีระยะเวลามากกว่า 5 ปี

แสดงให้เห็นถึงอายุของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยที่แม้ว่าจะมีการปิดตัวไปในอัตราค่อนข้างสูง(จากการสำรวจIRF,2549) แต่ยังมีธุรกิจที่สามารถดำเนินงานด้านแฟรนไชส์อยู่ได้
ค่าเฉลี่ยที่มีอายุทำการมากกว่า 5 ปีแสดงให้เห็นถึงความสำเร็จต่อระบบธุรกิจด้านนี้ และน่าจะเป็นเกณฑ์ด้านหนึ่งในการประเมินระบบแฟรนไชส์ที่เหมาะสมต่อการลงทุน ทั้งนี้อายุของธุรกิจก็มีผลหรือมีความสัมพันธ์ต่อจำนวนสาขาด้วย

อายุของสัญญา (ปี) มากกว่า 3 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้น

จากการสำรวจพบว่ามีค่าเฉลี่ยการให้ระยะสัญญาในการทำธุรกิจอยู่ที่ระยะเวลา 3.5 ปีซึ่งโดยเปรียบเทียบกับอายุสัญญาที่สามารถสร้างผลประโยชน์ร่วมกันทั้งแฟรนไชส์ซี และแฟรน
ไชส์ซอร์ จะยังถือว่าค่าเฉลี่ยดังกล่าวเป็นช่วงการให้สัญญาค่อนข้างน้อยเกินไป อย่างไรก็ตามแนวโน้มของการให้ระยะสัญญานั้นมีสูงขึ้น ในระดับ 5 ปีขึ้นไปมากขึ้น ทั้งนี้เมื่อแบ่งกลุ่มตามระยะเวลาสัญญาสามารถจัดได้ดังนี้

Contract year

 

ตามธรรมดาแล้วแฟรนไชส์ซีไม่สามารถคาดหวังให้แฟรนไชส์ซอร์จะต้องอยู่คอยดูแลอย่างใกล้ชิดไปตลอดอายุสัญญา เนื่องจากระบบธุรกิจที่ดีและมีระบบงานที่แข็งแรงจะสามารถสร้าง
ให้แฟรนไชส์ซีสามารถพัฒนาและดำเนินการธุรกิจด้วยตัวเองได้มากที่สุด แต่ระยะเวลาสัญญาจะเกี่ยวพันกับระยะเวลาการคืนทุนของธุรกิจและสัดส่วนของเวลากำไรที่ควรเป็น ซึ่งส่วนใหญ่อายุสัญญาที่เหมาะสมทั้งการลงทุนและความคุ้มค่าของระบบธุรกิจทั้งฝ่ายแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีที่ควรเป็นจะต้องมีอายุในช่วง 10-15 ปี ที่จะเป็นการวางช่วงเวลาการพัฒนาร่วมกันของCopyright © 2011 Peerapong Kitiveshpokawatแฟรนไชส์ซอร์ และแฟรนไชส์ซีได้ดีมากขึ้น การพัฒนาช่วงอายุสัญญาแฟรนไชส์บ่งบอกได้ถึงขนาดธุรกิจ และความเข้มแข็งของธุรกิจ และการบริหารการลงทุนที่เหมาะสมมากขึ้นได้ด้วย

สำหรับขนาดของธุรกิจแฟรนไชส์ในประเทศไทยนั้นเราสามารถดูได้จากมูลค่าทุนจดทะเบียน (บาท) ซึ่งพบว่ามีค่าความถี่มากที่สุดคือ 1 ล้านบาทที่ 46.5% แสดงถึงขนาดธุรกิจแฟรน
ไชส์ของประเทศไทยยังมีขนาดธุรกิจค่อนข้างเล็ก แนวโน้มการเติบโตของขนาดธุรกิจแฟรนไชส์นั้นจะมีเพิ่มขึ้น เมื่อกระบวนการจัดการ การกำกับดูแลของภาพรัฐชัดเจน นอกจากนั้นในระบบแฟรนไชส์จะมีภาคการเงินเข้ามาเกี่ยวข้องในการให้สินเชื่อ สำหรับแฟรนไชส์ซอร์และแฟรนไชส์ซีเอง การมีทุนจดทะเบียนที่เพิ่มขึ้นเป็นแนวโน้มของธุรกิจที่จะสร้างเครดิตกับหน่วยงานด้านสินเชื่อนั่นเองและจะแสดงถึงความพร้อมในการสนับสนุนระบบแฟรนไชส์ การสร้างธุรกิจแฟรนไชส์ในช่วงต่อไปก็จะมีบริษัทที่มีความพร้อมในด้านการเงินเข้ามาใช้กลยุทธ์การขยายธุรกิจด้านนี้ นอกจากนั้นเป็นไปได้ที่เมื่อระบบแฟรนไชส์มั่นคงขึ้น ตัวบริษัทเจ้าของธุรกิจก็จะมีการลงทุนเพิ่มขึ้นจึงทำให้ธุรกิจเพิ่มมูลค่า แสดงด้วยทุนจดทะเบียน

การเติบโตของระบบแฟรนไชส์ของไทย

การศึกษาเปรียบเทียบในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น ภายหลังจาก Department ofCommerce (DOC) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐได้ทำการยกเลิกการพิมพ์เพื่อเผยแพร่จำนวนแฟรน
ไชส์ซีที่ทำระบบแฟรนไชส์ในเศรษฐกิจไป นักวิจัยจึงนิยมเลือกใช้ข้อมูลที่หลากหลายของประเภทของระบบแฟรนไชส์ซอร์ เพื่อใช้ประมาณจำนวนของแฟรนไชส์ซอร์ในสหรัฐอเมริกาขึ้นมาก่อน แล้วใช้จำนวนนั้นสรุปถึงการเติบโตของระบบแฟรนไชส์ในสหรัฐอเมริกาอีกที

ตัวแปรที่ทำการศึกษาก็คือ ผลต่างของจำนวนระบบแฟรนไชส์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ และที่ต้องออกไปจากธุรกิจแฟรนไชส์ (net effect of entry and exit) เป็นตัวเลขหลักเพื่อประเมิน
การเติบโตโดยรวม และเมื่อวิเคราะห์แล้วสรุปว่า การเติบโตของจำนวนระบบแฟรนไชส์ที่ตั้งขึ้นมาใหม่นั้นสามารถใช้เป็น ตัวชี้วัด (Indicator) ของการเติบโตของธุรกิจระบบแฟรนไชส์โดยทั่วไปได้ นอกจากนั้นยังพบอีกว่ารูปแบบธุรกิจแบบระบบแฟรนไชส์มีการเติบโตเทียบเคียงได้กับประมาณการเติบโตของระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาโดยรวม นอกจากนั้นแล้วยังสังเกตเห็นว่า มีแฟรนไชส์ซอร์ประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราการออกจากระบบแฟรนไชส์เลิกกิจการไปเลย แต่อีกครึ่งหนึ่งยังคงทำธุรกิจอยู่ แต่ไม่ได้ทำระบบแฟรนไชส์อีกต่อไป Copyright © 2011 Peerapong Kitiveshpokawat

แม้ว่าการทำระบบแฟรนไชส์นั้นยังคงเป็นรูปแบบที่ทำให้หลายบริษัทเติบโตได้อย่างดี แต่จากการศึกษาพบว่ามีจำนวนแฟรนไชส์ซอร์รายใหม่ที่ออกไปจากอุตสาหกรรมภายในเวลาไม่กี่ปี
เป็นอัตราที่ค่อนข้างสูงนั้น และจากข้อมูลของเอกสารต่างๆที่มี แนวโน้มของแฟรนไชส์ซอร์ประมาณครึ่งหนึ่งของอัตราการออกจากระบบแฟรนไชส์ได้เลิกกิจการไปเลย แต่อีกครึ่งหนึ่งยังคงทำธุรกิจอยู่เพียงแต่ไม่ได้ทำระบบแฟรนไชส์อีกต่อไป

ดังนั้นเราจึงได้ข้อสรุปว่าระบบแฟรนไชส์ไม่ได้มีความหมายว่า จะช่วยต่อความสำเร็จของธุรกิจได้เสมอไป การทำระบบแฟรนไชส์นั้นย่อมไม่ใช่ยาวิเศษสำหรับทุกๆธุรกิจหรือเป็นการ
แก้ปัญหา เพียงแต่เป็นวิธีการขยายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในเชิงแนวคิด การจัดการและสร้างความต้องการให้กับผู้บริโภคได้ และอย่างไรก็ตามระบบแฟรนไชส์ไม่ได้เป็นตัวบอก
ความสำเร็จของธุรกิจ

ถ้าจะต้องเลือกตัวแปรเดียวที่มีผลอยา่ งมากต่อการประเมินความอยู่รอด (survival) ของการทำระบบแฟรนไชส์ก็คือ จำนวนปีที่บริษัทได้ดำเนินธุรกิจมาก่อนเริ่มต้นทำระบบแฟรน
ไชส์ ดังนั้นแฟรนไชส์ซอร์ควรลดโอกาสที่จะต้องออกจากอุตสาหกรรมโดยการให้เวลามากขึ้นในการพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ หรือ Business concept ให้ชัดเจนก่อนเริ่มทำระบบแฟรนไชส์

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่แฟรนไชส์ซีควรทำ ก็คือการหาข้อมูลของแฟรนไชส์ซอร์ และระบบแฟรนไชส์ที่ตัวเขาสนใจให้เป็นที่แน่ใจได้ว่าแฟรนไชส์ซอร์นั้นจะดำเนินการในระยะยาว โดยล้วงให้ลึกถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับระบบแฟรนไชส์นั้นให้ได้มาก

จากมุมมองของจำนวนธุรกิจของบริษัทแฟรนไชส์ซอร์พบว่าอัตราการออกจากระบบแฟรนไชส์ (rate of exit) ที่สูง จากค่าเฉลี่ยการล้มเหลวจากปี 2542 ถึงปัจจุบันนั้นมีอัตราการล้มเหลวของธุรกิจแฟรนไชส์อยู่ที่ 23.41% อย่างไรก็ตามอัตราการล้มเหลวของธุรกิจมีแนวโน้มลดลง จากสำรวจปี 2553 มีการประมาณการสัดส่วนของการออกจากตลาดหรือล้มเหลวอยู่ที่ 12.79%เท่านั้น ข้อสังเกตการณ์ประเมินสัดส่วนนั้นจะคิดเป็นอัตราเปอร์เซ็นของธุรกิจที่ต้องออกจากระบบแฟรนไชส์ที่จะแสดงให้เห็นถึงจำนวนบริษัทที่ล้มเหลวในการทำระบบแฟรนไชส์และเป็นจำนวนที่รวมถึงบริษัทเลือกที่จะหยุดทำระบบแฟรนไชส์หลังจากได้ลองทำอยู่เพียงไม่กี่ปี ซึ่งจำนวนอัตราส่วนดังกล่าวในหลายประเทศที่มีการพัฒนาธุรกิจแฟรนไชส์ต่อเนื่องก็ยังมีอัตราส่วนที่ค่อนข้างสูงเช่นกัน และจากการวิเคราะห์พบว่า อัตราการออกจากระบบแฟรนไชส์ดังกล่าวนั้นไม่เกี่ยวข้องกับอัตราการเติบโตอย่างมากของจำนวนรายของแฟรนไชส์ซอร์

สำหรับกรณีที่บริษัทนั้นยังคงทำระบบแฟรนไชส์อยู่พบว่า การที่แฟรนไชส์ซีจะประสบความสำเร็จในธุรกิจนั้นขึ้นกับความสำเร็จของแฟรนไชส์ซอร์อยู่บ้างแต่ไม่มากนัก แต่ที่เห็นได้ชัดคือ
Copyright © 2011 Peerapong Kitiveshpokawat

การที่แฟรนไชส์ซีลงทุนในระบบแฟรนไชส์นั้นจะช่วยเพิ่มโอกาสในการประสบความสำเร็จในธุรกิจมากกว่าการสร้างธุรกิจขึ้นมาใหม่เอง เพราะสามารถนำระบบทั้งหมดที่แฟรนไชส์ซอร์คิดมาใช้รวมทั้งมีการสนับสนุนจากแฟรนไชส์ซอร์ที่จะคอยช่วยเหลือแนะนำสำหรับระบบแฟรนไชส์ที่สร้างขึ้นมาอย่างถูกต้อง ยังคงมีปัจจัยอื่นจึงควรได้รับการพิจารณาด้วยเพราะว่าจะมีผลกระทบถึงความสำเร็จในการทำระบบแฟรนไชส์ เช่น การสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์(Innovativeness of the products) การสนับสนุนจากแฟรนไชส์ซอร์ให้กับแฟรนไชส์ซี (the amount of support provided to franchisees) การมีสายป่านที่ยาวของเงินทุนที่จะทำธุรกิจของแฟรนไชส์ซอร์เป็นต้น ซึ่งเรื่องดังกล่าวล้วนแต่เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จของการทำระบบแฟรนไชส์

ตารางแสดงถึง จำนวนบริษัท แฟรนไชส์ในประเทศไทย ที่เพิ่มขึ้นและลดลง พร้อมอัตรา%การล้มเหลวธุรกิจ Number of closing down franchise business by year 1999-2010 by
www.peerapong.com

 

เราก็ถือได้ว่าระยะเวลาไม่น้อยกว่า 30 ปีที่มีการพัฒนาระบบแฟรนไชส์ไทยไม่เสียหลาย การปรับปรุงธุรกิจและความเข้าใจของนักธุรกิจพร้อมทั้งสังคมโดยรวม จะช่วยเป็นอีกแรงที่บ่มเพาะระบบธุรกิจของคนไทยให้เติบโตต่อไป ไม่ว่าธุรกิจใดก็ตามต่างมีเส้นทางของตัวเองเสมอ และมีเพียงธุรกิจที่ให้ประโยชน์กับสังคมได้จริงเท่านั้นที่จะอยู่ยั้งยืนยง ก็เพราะเป็นประโยชน์ต่อปวงชนจึงจะมั่นคงและแข็งแรง ปีกระต่ายปีนี้ก็หวังว่า แฟรนไชส์ไทยจะได้ก้าวกระโดดสู่มาตรฐานสากลที่ถูกต้องเสียที.





  

แก้ไขล่าสุด ( พฤหัสบดี, 03 กุมภาพันธ์ 2011 02:49 )